วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เพลงไม่รัก..อย่าฝืน – เป๊ก ผลิตโชค อัลบั้ม Let’s Move


ฟังเพลง เนื้อเพลง เพลงไม่รัก..อย่าฝืน – เป๊ก ผลิตโชค อัลบั้ม Let’s Move
จับมือเธอทีไร หัวใจมันหวั่นมันหวาดระแวง
ยิ่งใกล้เท่าไรหัวใจก็ยิ่ง ได้เจออาการที่ทิ่มแทง
กอดที่เธอจำใจ สายตาเบื่อเบื่อที่เธอมองมา
ทุกทุกสัมผัส มันทำให้ฉันรู้สึก
ไม่ช้าก็เร็ว คงเลิกรา
นาทีนี้ ฉันขอให้คุยด้วยหัวใจ
แม้ไม่พร้อม แต่ฉันจะยอมให้ทิ้งไป
ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องรักษาน้ำใจ
ไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร
หรือถ้าเป็น เธอก็อย่าสนใจ
ถ้าพรุ่งนี้มีใครเขาถาม ว่าทำไมเธอไม่มีฉัน
ให้พูดว่าฉัน ทิ้งเธอก็ได้
ถ้าใครมาถามฉันก็จะตอบ เหมือนเธอ
เธอยังรักฉันไหม เดี๋ยวนี้เธอตอบไม่ได้ทันที
คอยตอบอะไร เลี่ยงไปตลอด
หรือไม่ก็ตอบ แบบขอไปที
เธอยังรักฉันไหม ที่จริงไม่น่าจะถามเธอเลย
รู้ว่าคำตอบในใจไม่ตรงกับปาก
แต่ฉันก็ยัง อยากถามเธอ
นาทีนี้ ฉันขอให้คุยด้วยหัวใจ
แม้ไม่พร้อม แต่ฉันจะยอมให้ทิ้งไป
ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องรักษาน้ำใจ
ไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร
หรือถ้าเป็น เธอก็อย่าสนใจ
ถ้าพรุ่งนี้มีใครเขาถาม ว่าทำไมเธอไม่มีฉัน
ให้พูดว่าฉัน ทิ้งเธอก็ได้
ถ้าใครมาถามฉัน ก็จะตอบเหมือนเธอ
ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องรักษาน้ำใจ
ไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร
หรือถ้าเป็น เธอก็อย่าสนใจ
ถ้าพรุ่งนี้มีใครเขาถาม ว่าทำไมเธอไม่มีฉัน
ให้พูดว่าฉัน ทิ้งเธอก็ได้
ถ้าใครมาถามฉัน ก็จะตอบเหมือนเธอ

ฟังเพลงออนไลน์ เพลงใหม่ล่าสุด เพลงฮิต มิวสิควีดีโอ ที่นี่มีเผียบ.. สามารถฟังเพลง ดูมิวสิควีดีโอได้ทันที  พร้อมโค้ดเพลงลง hi5 และแซร์ให้เพื่อนๆทางเฟรชบุ๊คได้ก่อนใคร 
สามารถเลือกดูได้ทั้ง เพลงไทย เพลงเอเซีย และ เพลงสากล ใหม่ๆ 
ร่วมแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก เหงา เศร้า ซึ้ง ไพเราะ ตามความรู้สึกได้ ในกล่องแสดงความคิดเห็น

เพลงแล้วแต่หัวใจเธอ – เป๊ก ผลิตโชค อัลบั้ม Let’s Move


ฟังเพลง เนื้อเพลง เพลงแล้วแต่หัวใจเธอ – เป๊ก ผลิตโชค อัลบั้ม Let’s Move
ถามตัวเองกี่ครั้ง หัวใจก็ตอบว่ายังรักเธอ
และบางทีเผลอเผลอ ก็นึกถึงเธอขึ้นมา
นึกแล้วฉันก็ยังเสียดาย ที่เราต้องมาเลิกรา
แต่เรื่องโชคชะตา ไม่รู้จะฝืนยังไง
อย่างน้อย เราเคยรักกัน
อย่างน้อย เธอเคยรักฉันใช่ไหม
อย่างน้อย อย่างน้อยน้อย
เราก็เคยรักกันมากมาย

เธอคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า
ฉันไม่กล้าถามเธออย่างนั้น
ไม่ใช่วันเวลาของฉัน
แต่ช่างเถอะเรื่องนั้นฉันไม่สนใจ
ความคิดถึงของฉัน
แค่เธอรับรู้และเธอแค่รับมันไว้
เธอคิดถึงฉันไหม ก็แล้วแต่หัวใจเธอ
เพราะว่าเราจบแล้ว แม้ไม่ได้จากกันไปด้วยดี
แต่มาถึงวันนี้ ถือว่าไม่ติดค้างกัน
ฉันเลือกจำแค่เรื่องที่ดี ไว้ยิ้มเมื่อนึกถึงมัน
ที่ไม่ดีต่อกัน ไม่รู้จะจำทำไม
อย่างน้อย เราเคยรักกัน
อย่างน้อย เธอเคยรักฉันใช่ไหม
อย่างน้อย อย่างน้อยน้อย
เราก็เคยรักกันมากมาย
เธอคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า
ฉันไม่กล้าถามเธออย่างนั้น
ไม่ใช่วันเวลาของฉัน
แต่ช่างเถอะเรื่องนั้นฉันไม่สนใจ
ความคิดถึงของฉัน
แค่เธอรับรู้ และเธอแค่รับมันไว้
เธอคิดถึงฉันไหม ก็แล้วแต่หัวใจเธอ
เธอคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า
ฉันไม่กล้าถามเธออย่างนั้น
ไม่ใช่วันเวลาของฉัน
แต่ช่างเถอะเรื่องนั้นฉันไม่สนใจ
ความคิดถึงของฉัน
แค่เธอรับรู้ และเธอแค่รับมันไว้
เธอคิดถึงฉันไหม ก็แล้วแต่หัวใจเธอ

ฟังเพลงออนไลน์ เพลงใหม่ล่าสุด เพลงฮิต มิวสิควีดีโอ ที่นี่มีเผียบ.. สามารถฟังเพลง ดูมิวสิควีดีโอได้ทันที  พร้อมโค้ดเพลงลง hi5 และแซร์ให้เพื่อนๆทางเฟรชบุ๊คได้ก่อนใคร 
สามารถเลือกดูได้ทั้ง เพลงไทย เพลงเอเซีย และ เพลงสากล ใหม่ๆ 
ร่วมแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก เหงา เศร้า ซึ้ง ไพเราะ ตามความรู้สึกได้ ในกล่องแสดงความคิดเห็น

ตำนาน เทพีแห่งจันทรา เทพีอาร์เทมีส (Artemis)


เทพีอาร์เทมิส ผู้เลอโฉมและสง่างามไม่แพ้เทพอะพอลโลผู้เป็นพระเชษฐา ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพี่น้องฝาแฝดชายหญิงแห่งยุคเลยทีเดียว เทพีอาร์เทมิสทรงเป็นพระธิดาในเทพซีอุสกับเทพีแลโตนา ชีวิตของพระองค์ในวัยเยาว์นั้นทรมานและลำบากมาก อย่างที่เคยเล่าไปแล้วในตอน เทพอะพอลโล สุริยเทพแห่งกรีก

เทพีอาร์เทมิสยังเป็นจันทราเทพี เทพีผู้ครองช่วงเวลาแห่งราตรีกาลและเทพีผู้ประทานแสงสว่างแก่รัตติกาลอีกด้วย แต่พระเทพียังมีความสามารถที่ดูจะออกแนวบู้ๆ คือ การล่าสัตว์ พระเทพีโปรดการล่าสัตว์ พระองค์จะมีคันธนูและลูกศรติดตัวเสมอ แต่พระองค์ถูกนับถือในนาม เทพีผู้คุ้มครองสัตว์ป่าเสียมากกว่า หากใครเข้าไปในเขตป่าของพระองค์โดยยิงหรือจับสัตว์ป่าที่อยู่ในอาณาเขตของพระองค์ หากพระเทพีทราบเข้าผู้นั้นอาจต้องถูกสังหารถึงฆาตด้วยลูกธนูแห่งเทพีอาร์เทมิส

เทพีอาร์เทมิสยังทรงเป็นเทพีผู้ถือพรหมจรรย์เจริญรอยตาม เทพีเฮสเทียและเทพีอธีน่า ด้วยเหตุเพราะพระองค์ทรงเห็นความทุกข์ของเทพีแลโตนาผู้เป็นมารดาที่ต้องลำบากลำบนกับความรักที่มาเป็นพระชายาเทพซีอุสที่ถูกเทพีเฮร่าตามราวี จึงทำให้พระเทพีมิโปรดและกลัวที่จะออกเรือน จึงปฏิญาณว่าจะไม่ขอมีครอบครัวและจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ให้ยิ่งชีพ แต่ก็ยังมีตำนานบางตอนที่กล่าวถึงพระเทพีหลงรักกับบุรุษรูปงาม 2 คน คือ ไอโอออน กับ เอนดิเมียน แต่ก็มักจะจบไม่ดีทุกครั้ง ความรักของเทพช่างน่าสงสาร เพราะมักเป็นรักที่จะไม่ค่อยสมหวัง

ถึงเทพีอาร์เทมิสจะมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่เคารพในนาม เทพีแห่งแสงจันทร์ก็ตาม แต่มีบางตำนานที่กล่าวว่าพระองค์ทรงโหดเหี้ยมผิดวิสัยแห่งพระเทพี เช่น ตำนานของนายพรานที่น่าสงสารนามว่า "แอคเตียน" ที่บังเอิญหลงทางเข้าไปยังป่าต้องห้ามที่เป็นอาณาเขตที่พำนักแห่งเทพีอาร์เทมิส และบังเอิญยิ่งที่พบเข้ากับเทพีอาร์เทมิสกำลังสรงน้ำอย่างสบายพระทัย โดยมีเหล่านางไม้ค่อยปรมนิบัติอยู่ข้างๆ เจ้านายพรานหนุ่มก็แอบดูไม่ขาดตา ผิวอันขาวนวลดังแสงจันทร์ที่กระจ่าง เส้นผมอันเป็นประกายดั่งทองคำเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ถึงแม้นายพรานก็เกรงกลัวในอำนาจแห่งเทพเจ้า แต่ด้วยความราคะก็แอบดูในพุ่มไม้บริเวณที่ใกล้ๆ นั้น พระเทพีบังเอิญอีกเหมือนกัน ดันเห็นแสงประกายประหลาดจากพุ้มไม้เห็นว่าผิดสังเกต พระเทพีจึงรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังแอบดูพระองค์ พระเทพีจึงพิโรธเป็นอันมาก นายพรานรู้ตัวแล้วว่าพระเทพีรู้ว่าตนแอบดู จึงหมายจะหนี แต่พระเทพีได้ใช้มือตัดน้ำขึ้นและสาดไปเต็มแรง น้ำนั้นกระเด็นไปต้องนายพรานหนุ่ม จากนั้นร่างของนายพรานหนุ่มก็กลายเป็นกวางไป นายพรานในร่างกวางก็วิ่งพยายามขอความช่วยเหลือดันไปพบกับสุนัขล่าเนื้อที่เป็นสุนัขของตนตามไล่กัด คิดว่าเป็นกวางโดยหารู้ไม่ว่ากวางตัวนี้เป็นนายของมัน และนายพรานหนุ่มก็จบชีวิตลงโดยสุนัขล่าเนื้อของตนอย่างน่าอนาถ

ยังไม่จบเพียงเรื่องนี้เท่านั้น ยังมีต่อ มีชายหนุ่มนามว่า "แอดมีทัส" เป็นสาวกผู้มีหน้าที่ถวายเครื่องสักการะแด่เทพีอาร์เทมิส แต่เมื่อเขาได้พบรักหญิงงามและขอเธอเป็นภรรยา เธอยินดีที่จะเป็นภรรยาเขา และเขาก็ปราบปลื้มปิติและวุ่นวายกับการจัดงานแต่งของตน จนลืมหน้าที่ที่จะต้องถวายเครื่องสักการะแด่พระเทพี พระเทพีทราบว่า แอดมีทีสลืมหน้าที่ๆ พึ่งกระทำ พระองค์โกรธกริ้วมากจึงเสกให้ห้องหอของแอดมีทีสกับเจ้าสาวของเขาเต็มไปด้วยงูพิษ

ยังมีเรื่องต่อ พระราชานามว่า "ท้าวโอนีอัส" แห่งเมืองคาลีดอน เกิดลืมการถวายเครื่อสักการะแด่พระเทพี พระเทพีกริ้วอีกแล้วทรงบันดาลให้วัวป่าที่บ้าคลั่งเข้าโจมตีทำลายเมืองคาลีดอน และวัวป่านั้นสังหารเชื้อพระวงศ์และครอบครัวของท้าวโอนีอัสสิ้นพระชนม์สิ้น นี้เป็นการลงโทษอย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมจากพระเทพีพระองค์นี้

ยังมีอีก พระเทพีเคยลงทัณฑ์นางไม้ผู้น่าสงสารที่ถูกเทพซีอุสปลุกปล้ำจนได้นางเป็นชายา นางคือ "คัสลิสโต" เทพีอาร์เทมิสอาจจะว่าอะไรเทพซีอุสผู้เป็นบิดาได้ จึงลงมือกับนางไม้คัสลิสโตผู้น่าสงสารโดยสาปในนางกลายเป็นหมีไป แค่นั้นไม่พอ นางคัสลิสโตมีพระโอรสให้เทพซีอุส แต่ไม่ทราบว่าหมีตัวนั้นเป็นพระมารดาจึงสังหารยิงหมีตัวนั้นตาย มาทราบภายหลังว่าหมีนั้นเป็นพระมารดาที่ถูกเทพีอาร์เทมิสสาป เขาฆ่าแม่ของเขาลงกับมือ และเขาก็ฆ่าตัวเองตายตามผู้เป็นมารดาไป เทพีอาร์เทมิสทราบว่าพระองค์ผิดจึงเนรมิตให้สองแม่ลูกไปเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า คือ ดาวหมีเล็ก กับ ดาวหมีใหญ่

ตำนาน เทพีแห่งเตาไฟ เทพีเฮสเทีย (Hestia) ผู้คุ้มครองบ้านเรือน


ในคณะเทพโอลิมเปียนมีเทวีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับว่า เฮสเทีย (Hestia) เอเธน่า (Athene) อาร์เตมิส (Artemis) องค์แรกเป็นเทวีภคินีของเทพปริณายกซูส ส่วน 2 องค์หลังเป็นธิดา แต่ละองค์มีประวัติและความสำคัญดังจะกล่าวต่อไปนี้

เฮสเทีย (Hestia) ในภาษาโรมันว่า เวสตา (Vesta) เป็นที่เคารพนับถือในฐานะอัคนีเทวีผู้ครองไฟ โดย เฉพาะไฟเตาผิงตาม เคหสถานบ้านช่อง เพราะฉะนั้นจึงถือกันว่าเจ้าแม่ย่อมคุ้มครองชีวิตความเป็นอยู่ในบ้านด้วย เตาไฟผิงเป็นที่ ศักดิ์สิทธิ์มากสำหรับครอบครัวกรีก และโรมันจนเกือบจะเรียกว่า ที่บูชาก็ได้ ด้วยเขาถือว่า ไฟที่ลุกบนเตานั้นเป็นไฟของเจ้าแม่ เมื่อ มีเด็กเกิดใหม่ในบ้านกรีก พอเด็กอายุได้ 5 วัน พ่อของเด็กจะอุ้มลูกไปเวียนรอบเตาผิง ซึ่งในสมัยโน้นอยู่กลางเคหสถาน ไม่ได้อยู่ ติดฝาเหมือนสมัยนี้ การอุ้มลูกไปเวียนรอบเตาผิงนั้นก็เพื่อให้ เป็นเครื่องหมายว่า เจ้าแม่จะได้รับเด็กนั้นไว้ในความอารักขา คุ้มครองของเจ้าแม่ โดยเฉพาะเวลาที่เด็กเริ่มเดิน

เฮสเทียเป็นพี่สาวคนโตของซูส เป็นเทวีที่รักษาความโสดอย่างดียิ่ง ประชาชนจึงเคารพนับถือเฮสเทียด้วยเหตุผลนี้อีก อย่างหนึ่งด้วย เฮสเทียไม่ยอมเป็นชายาของซูส แม้โปเซดอนซึ่งเป็นพี่ชายขอแต่งงานด้วยเฮสเทียก็ไม่ยินยอม และอพอลโลซึ่ง เป็นหลานก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน

วิหารของเจ้าแม่เฮสเทีย มีลักษณะเป็นวงกลม และมีเจ้าพิธีเป็นหญิงพรมหมจารี ผู้สละการวิวาห์อุทิศถวายเจ้าแม่ ทำหน้าที ่คอยเติมไฟในเตาไฟสาธารณะ ซึ่งมีประจำทุกนคร มิให้ดับ

ชาวโรมันเชื่อว่า ลัทธิบูชาเจ้าแม่เฮสเทียแผ่ไปถึงถื่นประเทศของตน โดยมีวีรบุรุษ อีเนียส (Aeneas) เป็นผู้นำเอาเข้า ไป แล้ว นูมาปอมปิเลียส (Numa Pompilius) กษัตริย์กรุงโรมจึงสร้างศาลเจ้าอุทิศถวายเจ้าแม่ขึ้นในกลางยี่สานโรมัน ซึ่งเรียกว่า Roman Forum เขาเชื่อกันเป็นมั่นเหมาะแน่นแฟ้นว่า สวัสดิภาพของกรุงโรมทั้งมวล และการแผ่นดินทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่ที่ การรักษาเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ ณ วิหารนั้ให้ดำรงอยู่เป็นสำคัญ

หญิงพรหมจารีผู้ทำหน้าที่คอยอารักขาเปลวไฟแห่งวิหารนี้เรียกว่า เวศตัล (Vestal) ในชั้นเดิมมี 4 คน ต่อมาในชั้นหลังเพิ่มขึ้นเป็น 6 คน อยู่ในความควบคุม ของจอมอาจารย์บัญชาการศาสนาของโรมเรียกว่า Pontifex Maximus เมื่อคณะเวสตัลพรหมจารีขาดจำนวนลง จอมอาจารย์ผู้นี้จะเลือกผู้สืบแทนในตำแหน่งที่ ว่างจากเวสตัลสำรองทั้งหมดด้วยวิธีการจับสลาก ผู้สมัครเป็นเวสตัลสำรองนั้นจะต้องมีอายุในระหว่าง 6-10 ขวบ มีร่างกายและจิตใจสมประกอบ และมีชาติกำเนิดเป็นชาวอิตาลี เวสตัลสำรองจะต้องรับการฝึกฝนอบรมเป็นเวลา 10 ปี แล้วเลื่อนขึ้นเป็นเวสตัลปฏิบัติหน้าที่ในวิหารศักดิ์อีก 10 ปี เมื่อพ้นกำหนดนั้นแล้วต้องทำหน้าที่สั่งสอนอบรมเวสตัล สำรองต่อไปอีก 10 ปี จึงครบเกษียณอายุราชการ ปลดเป็นไทเมื่ออายุ 40 ถ้าพึงประสงค์ก็อาจประกอบอาชีพอย่างอื่นและมีสามีได้ในตอนนั้น

นอกจากหน้าที่คอยเติมไฟศักดิ์สิทธิ์มิให้ขาดเชื้อแล้วพรหมจารีเวสตัลยังมีภาระกิจที่จะต้องกระทำอีก 2 อย่าง อย่างหนึ่งคือ ต้องไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุ อิจีเรีย (Egeria) ที่ชานกรุงโรมทุกวัน ความสำคัญของน้ำพุนี้มีตำนานเล่ากันว่า เดิมอิจีเรียเป็นนางอัปสรบริวารของเทวีอาร์เตมิส นางมีความเฉลียวฉลาด และเป็นคู่หูของ ท้าวนูมาปอมปิเลียส ซึ่งโปรดหารือการแผ่นดินทั้งปวงกับนางมิได้ขาด กวีโอวิคถึงแก่ระบุว่า นางเป็นชายาของท้าวนูมาด้วยซ้ำ แต่กวีคนอื่นกล่าวว่านางเป็นเพียงที่ปรึกษา เท่านั้น อิทธิพลของชื่ออิจีเรียมีเพียงใดจะเห็นได้จากตอนท้าวนูมาบัญญัติกฎหมายและระเบียบตามแบบแผนใหม่ๆ มักจะประกาศแก่ราษฎรว่ากฎหมายและระเบียบแบบ แผนนั้นๆ ได้รับการเห็นชอบของนางอิจีเรียแล้วด้วยเสมอ เมื่อท้าวนูมาทิวงคต นางอิจีเรียเศร้าโศกนักหนา เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญจนกลายเป็นน้ำพุไป ชาวโรมันจึงถือกัน ว่า น้ำพุอิจีเรียเป็นน้ำพุบริสุทธิ์ด้วยเหตุนี้

หน้าที่พิเศษของพรหมจารีเวสตัลนั้นได้แก่การอารักขาวัตถุลึกลับและศักดิ์สิทธิ์มากอันหนึ่ง เรียกว่า พัลเลเดียม (Palladium) เชื่อกันว่าเป็นวัตถุที่อีเนียสนำไปจากกรุงทรอย แต่ไม่มีใคร นอกจากคณะเวสตัลทราบว่าเป็นอะไรกันแน่ บ้างว่าเป็นรูปประติมาของ เจ้าแม่เอเธน่า แต่บ้างก้ว่าเป็นโล่ อันหนึ่งตกลงมาจากสวรรค์ เมื่อครั้งศึกกรุงทรอย พวกกรุงทรอยถือเป็นของคู่เมืองว่าตราบใดของนี้ ยังอยู่ ในกรุงทรอย ตราบนั้นบ้านเมืองจะไม่แตกเป็นอันขาด ต่อเมื่อยูลิซิสกับไดโอมิดิสทหารเอกฝ่ายกรีกลักเอา ของนี้ไป กรุงทรอย จึงแตก แต่มีตำนานหลายเรื่องแก้ว่าทรอยแตกเพราะเสียขวัญ และเสียกลแก่กรีก มากกว่า ด้วยว่าของที่กรีกขโมยไปนั้น เป็นของ กำมะลอที่ฝ่ายกรุงทรอยทำเอาไว้กันของแท้ถูกขโมย ส่วน พัลเลเดียมของจริงยังอยู่ในกรุงทรอย เมื่อพวกกรีกเข้าเมืองได้ อีเนียสพาเอาไปด้วยจนถึงอิตาลี แล้วภาย หลังชาวโรมันเอาเก็บรักษาไว้ในที่ซ่อนมิดชิดในวิหารเจ้าแม่เฮสเทีย อยู่ในความอารักขา คุ้มครองของ คณะเวสตัลพรหมจารีอย่างเคร่งครัด

พรหมจารีเวสตัลไม่แต่จะมีหน้าที่สำคัญดังกล่าวแล้วเท่านั้น หากยังมีเอกสิทธิ์เหนือสามัญชน หลายประการอีกด้วย อาทิเช่น เมื่อมีงานเฉลิมฉลองสมโภช การเล่นรื่นเริงและการแข่งขันสาธารณะ เขาจัดที่พิเศษสำหรับคณะเวสตัลพรหมจารีโดยเฉพาะเป็น เกียรติยศ เมื่อเวสตัลพรหมจารีไปต่างแดน มี เจ้าพนักงานถือมัดขวานเรียกว่า fasces นำหน้าเป็นเครื่องหมายถึงอำนาจเทียบเท่า ด้วยอำนาจ ตุลาการ มัดขวานนั้นคือขวานที่หุ้มด้วยไม้กลมเล็กๆ กระหนาบรอบขวานมัดไว้ด้วยกันส่วนขวานโผล่บน ยอดหันคมออก เป็นของสำหรับเจ้าพนักงานถือนำหน้าตุลาการ แสดงถึงอำนาจในการตัดสินอรรถคดี เมื่อ พรหมจารีเวสตัลให้การเป็นพยานในศาล สถิตยุติธรรมก็ไม่ต้องสาบานว่าจะพูดความจริง เพียงให้การลุ่นๆ เท่านั้นศาลก็รับฟัง ถ้าบังเอิญเวสตัลคนหนึ่งคนใดพบนักโทษเข้า ในระหว่างทางที่เขาพาเอาไปจะประหาร ชีวิต ถ้าพึงประสงค์ก็อาจจะให้อภัยโทษปล่อยนักโทษนั้นให้เป็นไทได้ ณ ที่นั้นโดยพลการ

ชาวโรมันนับถือเจ้าแม่เฮสเทียมั่นคงตลอดมาจนลุถึงคริสตศักราชปีที่ 380 จึงยุติ ด้วยอธิราช ธีโอโดเซียสให้ระงับการ เติมไฟศักดิ์สิทธิ์ และยุบเลิกคณะพรหมจารีเวสตัลเสีย

ตำนาน เทพีฮีร่า (Hera) เทพีแห่งสวรรค์


ฮีร่า (Hera) หรือภาษาโรมันว่า จูโน (Juno) เป็นราชินีของเทพธิดาทั้งหลาย เพราะเป็นชายาของซูส

ฮีร่าเป็นธิดาองค์ใหญ่ของเทพไทแทน โครนัสกับเทพมารดารีอา ต่อมาในตอนหลังได้อภิเษกสมรสกับ ซูสเทพบดีอนุชาของนาง  ทำให้นางกลายเป็นราชินีสูงสุดในสวรรค์ชั้นโอลิมปัสที่ไม่ว่าผู้ใดก็คร้ามเกรง เทวีฮีร่าไม่ชอบนิสัยเจ้าชู้ของซูส ด้วยเหตุที่ซูสเป็นคนเจ้าชู้ ทำให้ฮีร่ากลายเป็นคนขี้หึงและคอยลงโทษหรือพยาบาทคนที่มาเป็นภรรยาน้อยของซูสอยู่เสมอ

เมื่อแรกที่ซูสขอแต่งงานด้วยฮีร่าปฏิเสธ และปฏิเสธเรื่อยมาจนถึง 300 ปี วันหนึ่งซูสคิดทำอุบายปลอมตัว เป็นนกกาเหว่าเปียกพายุฝนไปเกาะที่หน้าต่าง ฮีร่าสงสารก็เลยจับนกมาลูบขนพร้อมกับพูดว่า "ฉันรักเธอ" ทันใด นั้นซูสก็กลายร่างกลับคืนและบอกว่า ฮีร่าต้องแต่งงานกับพระองค์

แต่ทว่าชีวิตการครองคู่ของเทวีฮีร่ากับเทพปริณายกซูสไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก มักจะทะเละเบาะแว้งเป็นปากเสียงกันตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้ชาวกรีกโบราณเชื่อกันว่า ในเวลาที่เกิดฟ้าคะนองดุเดือดขึ้นเมื่อไร นั่นคือ สัญญาณว่าซูสกับฮีร่าต้องทะเลาะกันเป็นแน่ เพราะ 2 เทพนี้เป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์ เมื่อท้องฟ้าเกิดอาเพศก็เหมาเอาว่าเป็นเพราะการขัดแย้งรุนแรงของ 2 เทพคู่นี้

แม้ว่าเทวีฮีร่ามีศักดิ์ศรีเป็นถึงราชินีแห่งสวรรค์หรือเทพมารดาแทนรีอา แต่ความประพฤติและอุปนิสัยของเจ้าแม่ไม่อ่อนหวานมีเมตตาสมกับเป็นเทพมารดาเลย โดยประวัติของเจ้าแม่นั้นมีทั้งโหดร้าย ไร้เหตุผล เจ้าคิดเจ้าแค้นและอาฆาตพยาบาทจนถึงที่สุด ผู้ใดก็ตามที่ ถูกเทวีฮีร่าอาฆาตไว้ มักมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก ว่ากันว่าชาวกรุงทรอยทั้งเมืองล่มจมลงไปเพราะเพลิงอาฆาตแค้นของเจ้าแม่ฮีร่านี้เอง  สาเหตุเกิดจากเจ้าชายปารีสแห่งทรอยไม่เลือกให้เจ้าแม่ชนะเลิศในการตัดสินความงาม ระหว่าง 3 เทวีแห่งสวรรค์ คือเทวีฮีร่า เทวีเอเธน่า และเทวี อโฟรไดท์

รูปเขียนรูปสลักของชาวกรีกโบราณมักทำรูปของเจ้าแม่ฮีร่า เป็นเทวีวัยสาวที่สวยสง่า ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น ว่ากันว่ามีคน หลงใหลความงามของเจ้าแม่จนคลั่งไคล้หลายคน โดยเฉพาะ อิกซิออน (Ixion) ราชาแห่ง ลาปิธี (Lapithae) ต่อมาถูกซูสเทพบดีลงโทษอย่างรุนแรง และบางทีอาจเป็นเพราะทรนงตนว่ามีสิริโฉมงดงามก็ได้ที่ทำให้เทวีฮีร่าเป็นเดือดเป็นแค้นนักที่สวามีปันใจให้สตรีอื่น จึงต้องราวีอย่างถึงที่สุดเสมอ ความร้ายกาจของเจ้าแม่เคยถึงขนาดคิดปฏิวัติโค่นอำนาจของสวามีจนเกือบสัมฤทธิ์ผล

เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าแม่โกรธแค้นความไม่ซื่อสัตย์ของสวามีขึ้นมาอย่างเต็มกลืน จึงร่วมมือกับเทพโปเซดอน จ้าวสมุทร เชษฐาของซูสเอง และเทพอพอลโลกับเทวีเอเธน่าด้วย  ช่วยกันกลุ้มรุมจับองค์เทพซูสมัดพันธการไว้แน่นหนา จนเป็นเหตุให้เทพปริณายกซูสจวนเจียนจะสูญเสียอำนาจอยู่รำไร ก็พอดีชายาอีกองค์ของซูสนามว่า มีทิส (แปลว่าภูมิปัญญา) ได้นำผู้ช่วยเหลือมากู้สถานการณ์ทันเวลา โดยไปพา อาอีกีออน (Aegaeon) ซึ่งเป็นอสูรร้อยแขนที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงมาช่วยเหลือเทพบดีซูส อสูรตนนี้มีฤทธิ์อำนาจมากเสียจนเทพเทวาน้อยใหญ่ต้องยอมศิโรราบไปตามๆ กัน เมื่ออาอีกีออนมาแก้ไขให้ซูส และนั่งเฝ้าอยู่ข้างบัลลังก์ของไท้เธอ บรรดาผู้คิดกบฎปฎิวัติก็หน้าม่อยชวนกันหนีหน้าไปหมด แผนการณ์จึงล้มครืนด้วยประการฉะนี้

องค์เทพซูสเองก็เคยร้ายกาจกับราชินีเทวีฮีร่าเหมือนกัน  ทรงลงโทษลงทัณฑ์แก่เจ้าแม่อย่างไม่ไว้หน้าอยู่บ่อยๆ นอกจากทุบตีอย่างรุนแรงแล้ว ไท้เธอยังใส่โซ่ตรวนที่บาทของเจ้าแม่ กับผูกข้อหัตถ์และพาหาติดกันมัดโยงโตงเตงอยู่บนท้องฟ้า จนเป็นเหตุให้เกิดตำนานเกี่ยวกับเทพฮีฟีสทัสขึ้นมาว่า จากการวิวาทครั้งนี้ เทพฮีฟีสทัสผู้เป็นโอรสเข้าขัดขวางมิให้พระบิดากระทำรุนแรงแก่พระมารดา จึงถูกซูสเทพบดีที่กำลังโกรธกริ้ว  จับตัวฮีฟีสทัสขว้างลงมาจากสวรรค์  กลายเป็นเทพพิการไปเลย

เทวีฮีร่า นอกจากขี้หึงแล้วยังช่างริษยามากอีกด้วย ครั้งหนึ่งเมื่อซูสทรงมีราชธิดานามว่า เอเธน่า ออกมาได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร  ซึ่งกระโดดออกจากเศียรของไท้เธอเอง เจ้าแม่ฮีร่าก็ริษยายิ่งนัก ตรัสว่าเมื่อสวามีทรงมีกุมารีด้วยองค์เองได้ นางเองก็มีได้เช่นกัน ทว่าบุตรที่เกิดจากตัวเจ้าแม่เองนั้นกลับมิได้สะสวยเรืองฤทธิ์เช่นเอเธน่า แต่เป็นอสูรร้ายน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง (แต่บาง ตำนานกล่าวว่าบุตรที่จากเทวีฮีร่าก็คือ ฮีฟีทัสนั่นเอง) คืออสูร้าย ไทฟีอัส (Typheus) ซึ่งผู้ใดเห็นก็หวาดกลัว เลยทำให้เทพปริณายกซูสกริ้วใหญ่ และการวิวาทบาดหมางก็เกิดขึ้นอีก

เจ้าแม่ฮีร่ามีโอรสธิดากับเทพบดีซูส 4 องค์ นามว่า เฮบี้ (Hebe) อิลลิธธียา (Ilithyia) เอเรส (Ares) และฮีฟีสทัส (Hephaestus) เทพ 2 องค์หลัง นี้เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเทพเอเรส คือ เทพแห่งสงคราม ส่วนเทพฮีฟีสทัสคือเทพถลุงเหล็กหรือเทพแห่งงานช่าง
แม้ว่าชีวิตสมรสของเจ้าแม่ฮีร่าจะไม่ราบรื่นนัก แต่ในฐานะที่เป็นราชินีหรือเป็นมารดาแห่งสวรรค์ ฮีร่าเป็นเทพที่คุ้มครองการแต่งงาน มีหลายครั้งที่เธอคอยดลใจให้วีรบุรุษได้แสดงความกล้าหาญ จึงทำให้เป็นที่เคารพนับถือในเขตโอลิมปัส เทวาลัยที่เป็นที่บูชาขนาดใหญ่ที่สุดของเทวีฮีร่าอยู่ที่เมืองอาร์กอสเรียกว่า เดอะฮีร่าอีอุม (Heraeum)

สัญลักษณ์ของฮีร่าคือ วัว นกยูง และสิงโต พฤกษาประจำตัวของเจ้าแม่คือ ผลทับทิม และนกแขกเต้า

ตำนาน แม่โพสพ เทพีแห่งการเกษตร เทพีดีมีเตอร์ (Demeter)


ซูสเทพปริณายก มีเทวีภคินี 3 องค์ ในจำนวนนี้ 2 องค์เป็นคู่พิศวาสของซูสด้วย องค์หนึ่งคือเจ้าแม่ฮีรา ที่เราได้รู้จักกันมาแล้ว อีกองค์ทรงนามว่า ดีมิเตอร์ (Demeter) ตามชื่อกรีกหรือภาษาโรมันว่า ซีริส (Ceres) เป็นเทวีครองข้าวโพด  ซึ่งหมายถึงการเกษตรกรรมนั่นเอง

เจ้าแม่ดีมิเตอร์มีธิดาองค์หนึ่งทรงนามว่า  โพรสเสอพิน (Proserpine) หรือ เพอร์เซโฟนี (Persephone) เป็นเทวีครองฤดูผลิตผลของพืชทั้งปวง เพื่ออธิบายธรรมชาติของการผลัดฤดู กวีกรีกโบราณจึงผูกเรื่อง ให้เทวีองค์นี้ถูกฮาเดสลักพาตัวไปเป็นคู่ครองในยมโลก ดังมีเรื่องพิสดารดังนี้

ฮาเดสปกครองยมโลกอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวไร้คู่ปฏิพัทธ์มาเป็นเวลานาน หามีเทวีองค์ใดไยดีที่จะร่วมเทวบัลลังก์กับเธอ  เทวีแต่ละองค์ที่เธอทอดเสน่หา  ต่างองค์ต่างก็ไม่สมัครรักใคร่เธอ  ด้วยไม่ปรารถนาจะลงไปอยู่ในใต้หล้าแดนบาดาล  อันดวงสุริยาไม่สามารถทอแสงลงไปถึง  ทำให้เธอมึนตึงหมางหทัยนัก  ในที่สุดจึงต้องตั้งปณิธานจะไม่ทอดเสน่หาใครอีกเป็นอันขาด  หากปฏิพัทธ์สวาทกับใคร ก็จะฉุดคร่าพาเอาลงไปบาดาลดื้อๆ

วันหนึ่งเพอร์เซโฟนีพร้อมเพื่อนเล่นทั้งมวลชวนกันลงเที่ยวสวนดอกไม้  เที่ยวเด็ดดอกไม้อันจรุงกลิ่น  สอดสร้อยร้อยมาลัยอยู่เป็นที่สำราญ  บังเอิญฮาเดสขับรถทรงแล่นผ่านมาทางนั้น  ได้ยินสรวลสรรหรรษาร่าเริงระครเสียงขับร้องของ  เหล่านางอัปสรสาวสวรรค์ลอยมา  เธอจึงหยุดรถทรงลงไปเยี่ยมมองทางช่องสุมทุมพุ่มไม้ ครั้นพบเทวีรุ่นสะคราญทรงโฉม วิลาสลิไลนักให้นึกรักจะเอาไปไว้ในยมโลก  เธอจึงก้าวกระชากชิงอุ้มเพอร์เซโฟนีเทวีขึ้นรถไปในทันที

ฮาเดสขับรถเร่งไปจนถึงแม่น้ำไซเอนี (Cyane) ซึ่งขวางหน้าอยู่เห็นน้ำในแม่น้ำเกิดป่วนพล่านแผ่ ขยายท่วมท้นตลิ่งสกัดกั้นเธอเอาไว้ จึงชักรถไปทางอื่น  ใช้มือถือคู่หัตถ์มีง่าม 2 แฉก  กระแทกกระทุ้งแผ่นดินให้แยก ออกเป็นช่องแล้วขับรถลงไปยังบาดาล  ในขณะเดียวกันนั้นเพอร์เซโฟนีแก้สายรัดองค์ขว้างลงในแม่น้ำไซเอนี พลางร้องบอกนางอัปสรประจำแม่น้ำให้เอาไปถวายเจ้าแม่ดีมิเตอร์  ผู้มารดาด้วย

ฝ่ายดีมิเตอร์แม่โพสพกลับมาจากทุ่งข้าวโพดไม่เห็นธิดา  เที่ยวเพรียกหาก็ไม่พานพบวี่แววอันใด  เว้นแต่ ดอกไม้ตกเรี่ยราดกลาดเกลื่อนอยู่  เจ้าแม่เที่ยวหากระเซอะกระเซิงไปตามที่ต่าง ๆ พลางกู่เรียกไปจนเวลาเย็นให้อาดูรโทมนัสนัก  ล่วงเข้าราตรีกาลเจ้าแม่ก็ไม่หยุดพักการเสาะหาธิดา  จนถึงรุ่งอรุรของวันใหม่  แม้กระนั้นเจ้าแม่ก็ไม่ลดละความพยายาม  คงดั้นด้นเรียกหาธิดาไปตามทางอีก  มิได้ห่วงถึงภาระหน้าที่ประจำที่เคยปฏิบัติแต่อย่างใด ดอกไม้ทั้งปวง  จึงเหี่ยวเฉาเพราะขาดฝนชโลมเลี้ยง  ติณชาติตายเกลี้ยงไม่เหลือ  พืชพันธุ์ธัญญาหารถูกแดดแผดเผาซบเซาหมด  ในที่สุดเจ้าแม่ก็สิ้นหวังระทดระทวยหย่อนองค์ลงนั่งพักที่ริมทางใกล้นครอีลูสิส  ความระทมประดังขึ้นมาสุดที่จะหักห้าม เจ้าแม่ก็ซบพักตร์กันแสงไห้ตามลำพัง

ในระหว่างที่ยังไม่พบธิดานี้ มีเรื่องแทรกเกี่ยวกับเจ้าแม่ดีมิเตอร์เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง สมควรจะเล่าไว้เสียด้วย

เพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดรู้จัก เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้จำแลงองค์เป็นยายแก่  ในขณะที่เจ้าแม่นั่งพัก  พวกธิดาของเจ้านครอีลูสิสรู้ว่ายายแก่มานั่งคร่ำครวญคิดถึงลูก บังเกิดความสังเวชสงสาร และเพื่อที่จะให้ยายหายโศกเสร้า นางเหล่านั้นจึงชวน ยายแก่เข้าไปในวังให้ดูแลกุมาร ทริปโทลีมัส (Triptolemus) ผู้น้อง ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะอยู่

เจ้แม่ดีมิเตอร์ยอมรับภาระนี้  พอลูบคลำโอบอุ้มทารก  ทารกก็เปล่งปลั่งมีนวลขึ้นเป็นที่อัศจรรย์แก่เจ้านครและบริษัท  บริวารยิ่งนัก  ตกกลางคืนขณะที่เจ้าแม่อยู่ตามลำพังกับทารก  เจ้าแม่คิดใคร่จะให้ทารกได้ทิพยภาพเป็นอมรรตัยบุคคล  จึงเอาน้ำต้อยเกสรดอกไม้ชะโลมทารกพลางท่องบทสังวัธยายมนต์ แล้ววางทารกลงบนถ่านไฟอันเร่าร้อน  เพื่อให้ไฟลามเลียเผา  ผลาญธาตุมฤตยู ที่ยังเหลืออยู่ในกายทารกให้หมดสิ้น

ฝ่ายนางพญาของเจ้านคร ยังไม่วางใจยายแก่นัก ค่อยย่องเข้าไปในห้องเพื่อคอยดู ประจวบกับตอนเจ้าแม่ดีมิเตอร์กำลังทำพิธีชุบทารกอยู่พอดี  นางตกใจนักหวีดร้องเสียงหลง  พลางถลันเข้าฉวยบุตรออกจากไฟ  ครั้นเห็นบุตรสุดสวาทไม่เป็นอันตรายแล้ว  จึงหันกลับมาจะไล่เบี้ยเอากับยายแก่เสียให้สาสมกับความโกรธแค้น  แต่แทนที่จะเห็นยายแก่  กลับเห็นรูปเทวีประกอบด้วยรัศมีเรืองรองอยู่ตรงหน้า  เจ้าแม่ตรัสพ้อนางพญาโดยสุภาพ  ในการที่เข้าไปขัดขวางการพิธีเสีย ทำให้มนต์เสื่อมและชุบทารกอีกไม่ได้  แล้วเจ้าแม่ดีมิเตอร์ก็ออกจากเมืองอีลูสิสเที่ยวหาธิดาต่อไป

วันหนึ่งเจ้าแม่ดีมิเตอร์พเนจรเลียบฝั่งแม่น้ำอยู่  พลันได้ประสบวัตถุแวววาวสิ่งหนึ่งอยู่แทบบาท  เจ้าแม่จำได้  ทันทีว่าเป็นวายรัดองค์ของธิดา  คือสายรัดองค์ที่เพอร์เซโฟนีทิ้งฝากนางอัปสรแห่งแม่น้ำไซเอนีไว้  เมื่อตอนรถทรงของฮาเดสจะลงสู่บาดาล  เจ้าแม่ได้ของสิ่งนี้ยินดียิ่งนัก  แสดงว่าธิดาอยู่ใกล้ที่นั้น  จึงรีบดำเนินไปจนถึงน้ำพุแก้วแห่งหนึ่ง  รู้สึกเมื่อยล้าจึงลงพักทอดองค์ตามสบาย  พอรู้สึกเคลิ้มจะหลับเสียงน้ำพุก็ฟ่องเฟื่องยิ่งขึ้นเหมือนเสียงพูดพึมพำ  ในที่สุดเจ้าแม่ก็จับความได้ว่า  เป็นความประวัติของตนให้เจ้าแม่สดับฟังและต้องการจะแจ้งข่าวของธิดาเจ้าแม่ว่าเป็นประการใด  น้ำพุเล่าประวัติของตนเองว่า  เดิมตนเป็นนางอัปสรขื่อว่า แอรีธูซา (Arethusa) บริวารของเทวีอาร์เตมิส (Artemis) วันหนึ่งลงอาบน้ำในแม่น้ำแอลฟีอัส (Alpheus) เทพประจำน่านน้ำนั้นหลงรัก แต่นางไม่ไยดีด้วยจึงหนีไป ส่วนเทพนั้นก็ติดตามไม่ลดละ นางหนีเตลิดข้ามเขาไปตลอดแว่นแคว้น  ซ้ำผ่านแดนบาดาลไปตลอดอาณาเขตของฮาเดส  ได้เห็นเพอร์เซโฟนีประทับบัลลังก์อาสน์อยู่ในที่ราชินีแห่งยมโลก  ครั้นกลับขึ้นมาอ่อนแรงเห็นไม่พ้นเทพแอลฟีอัส  นางเสี่ยงบุญอธิษฐานยึดเอาเจ้าแม่ของนางเป็นที่พึ่ง เทวีเดียนาจึงโปรดบันดาลให้นางกลายเป็นน้ำพุอยู่ ณ ที่นั่น

เมื่อได้รู้ถึงที่อยู่ของธิดาดังนี้แล้ว เจ้าแม่ดีมิเตอร์จึงรีบไปอ้อนวอนเทพปริณายกให้ช่วย  ซูสอนุโลมตามคำวอนขอ  โดยมีเงื่อนไขว่า  ถ้าเพอร์เซโฟนีไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดในระหว่างที่อยู่บาดาล จะให้ฮาเดสส่งเพอร์เซโฟนีขึ้นมาอยู่กับมารดา  แล้วมีเทวบัญชาให้เฮอร์มีสลงไปสื่อสารแก่ฮาเดสในยมโลก  เจ้าแดนบาดาลจำต้องยอมโอนอ่อนจะส่งเพอร์เซโฟนีคืนสู่  เจ้าแม่ดีมิเตอร์  แต่ในขณะนั้นภูตครองความมืดเรียกว่า แอสกัลลาฟัส (Ascalaphus) ร้องประกาศขึ้นว่า ราชินีแห่งยมโลกได้เสวยเมล็ดทับทิมแล้ว 6 เมล็ด  ในที่สุดจึงตกลงกันเป็นยุติว่า ในปีหนึ่ง ๆ ให้เพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับฮาเดสใน ยมโลก 6 เดือน สำหรับเมล็ดทับทิมที่เสวยเมล็ดละเดือน แล้วให้กลับขึ้นมาอยู่กับมารดาบนพิภพอีก 6 เดือน สลับกันอยู่ทุกปีไป  ด้วยเหตุนี้เมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับมารดา  โลกจึงอยู่ในระยะกาลของวสันตฤดู  พืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิดผลิดอก  ออกผล  และเมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีลงไปอยู่ในบาดาล  โลกก็ตกอยู่ในระยะกาลของเหมันตฤดู  พืชผลทั้งปวงร่วงหล่นซบเซา  อันเป็นความเชื่อของชาวกรีกและโรมันโบราณ ตามเรื่องที่เล่ามาฉะนี้

ยังมีเรื่องที่ต้องเล่าต่ออีกเล็กน้อย คือเมื่อเจ้าแม่ดีมิเตอร์พบธิดาแล้ว ก็กลับไปยังเมืองอีลูสิสอีก เพราะว่าเจ้า ครองนครกับนางพญาปลูกวิหารถวายเจ้าแม่ไว้ที่นั่น เพื่อให้มนุษย์รู้จักการทำไร่ ไถนา เจ้าแม่ได้สั่งสอนทริปโทลีมัส ซึ่งเติบโตเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ให้รู้จักใช้ไถ จอบ และเคียว สั่งสอนชาวนาสืบๆ กันมาจนตราบเท่าบัดนี้

ตำนาน เทพซีอุส (Zeus) เทพผู้ปกครองเทพทั้งหมด


Zeus เป็นเจ้าแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้รอบรู้ทางด้านพยากรณ์อากาศ และเป็นผู้คุมกฎแห่งสวรรค์ สัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจของเขาคือ สายฟ้า (Thunderbolt) นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่ผดุงกฎหมาย และความยุติธรรม พลังอำนาจในการต่อสู้ของเขาน่าเกรงขามยิ่งนัก

Zeus เป็นบุตรคนสุดท้ายของเทพ Cronos ผู้แข็งแกร่ง ตอนที่เทพ Cronos ต่อสู้จนเอาชนะเทพ Uranus ได้ ทำให้ Zeus ต้องสังหารเทพ Cronos ส่วน Rhea ซึ่งเป็นภรรยาของเทพ Cronos ไว้ใจ Gaia ให้คอยดูแลเขา ตอนที่เทพ Cronos พยายามที่จะกลืนกินลูกของเธอทีละคน ซึ่ง Zeus เป็นลูกคนสุดท้อง และเธอก็ปกป้องเขา โดยส่งเขาไปอยู่กับนางไม้ Adrasteia และ Ida เลี้ยงดูโดยใช้นมแพะ Amaltheia เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็ได้ต่อสู้กับพ่อตัวเอง โดยได้รับการช่วยเหลือจาก Gaia ที่เข้าไปต่อสู้ เพื่อให้เขาสำรอกลูกๆ ที่เขากลืนกินออกมา ตอนนั้นพวกเขาเติบโตขึ้นเป็นเทพ และเทพีแห่ง Olympus

ในการต่อสูระหว่าง Zeus กับเทพ Cronos และ Titans ฝ่าย Zeus ชนะและกลายเป็นเจ้าแห่งเทพเจ้า และเทพ Cronos กับบรรดา Titan ของเขาต่างก็ถูกกักขังไว้ใน Tarturos แต่ Gaia ไม่พอใจที่ Zeus ทำร้ายบรรดา Titan ที่เป็นลูกของเธอ เธอจึงสั่ง Giants และ Typhon ไปต่อสู้กับ Zeus แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะเขาได้ นับจากนั้นมา Gaia จึงยอมรับว่า Zeus เป็นเจ้าแห่งเทพเจ้าและมนุษย์อย่างแท้จริง

Hera เป็นภรรยาของ Zeus และมีลูกๆ ทั้งหมด 4 คน คือ  Ares (เทพเจ้าแห่งสงคราม) Eilethyia (เทพีแห่งการเกิด) Hebe (เทพีแห่งความเยาว์วัย) Hephaestus (เทพเจ้าแห่งงานช่าง) นอกจากนั้น Zeus ยังมีความสัมพันธ์กับเทพีองค์อื่นๆ อีกมากมาย

นับตั้งแต่อดีตกาล ชาว Greek ต่างให้การยอมรับนับถือ Zeus เป็นอย่างมากถึงความสามารถ และความลึกลับตามตำนานที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา ส่วนชาว Romans ก็ได้สร้างอนุสรณ์สถาน โดยใช้ชื่อว่า  Jupiter หรือ Jore นอกจากนั้นทางด้านศิลปะสมัยโบราณก็มักจารึกภาพวาดของเขาเป็นชายหนุ่มร่างกายบึกบึนมีหนวดเครายาวรุงรัง ที่ถือดาบสายฟ้า บางครั้งก็มีสัตว์คอยตามอารักขา เช่น นกอินทรีย์ วัว และหงส์ และยังมีรูปปั้นทองคำของ Zeus ที่ประดับด้วยงาช้างสวยงาม ซึ่งเป็นงานแกะสลักของ Pheidias ที่เป็นปฏิมากรชื่อดัง ที่ตั้งอยู่ในวัดที่ Olympia ถึงแม้ว่ารูปปั้นนี้จะไม่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ แต่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก