วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

10 สุดยอดหนังสือแปลกลึกลับ

หนังสือ เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อ่านง่ายและเข้าใจวัตถุประสงค์ของ ผู้เขียน หากแต่กระนั้นก็ยังมีหนังสือและตัวอักษรมากมายที่คนอ่านแล้วอึ้งอย่างแรงว่า มันต้องการสื่ออะไรว่ะเนี้ย เนื่องจากผู้เขียนเขียนด้วยอักษรเฉพาะคนตนเองพร้อมกับภาพแปลกๆ ที่สื่อเหมือนไม่เต็มใจนำเสนอ เหมือนว่าปิดบังความลับที่สำคัญเกี่ยวกับศาสนาหรือเวทมนต์อะไรสักอย่าง และนี้คือ 10 หนังสือที่นักวิจัยและนักอักษรศาสตร์ งง ที่สุดในประวัติศาสตร์ ว่ามันต้องการสื่ออะไรกันแน่?



10.Codex Seraphinianus











เป็นหนังสือที่ออกแบบและเขียนโดยศิลปิน(สถาปนิก)ชาวอิตาลีหลุยส์(Luigi Serafini) ในช่วงสามสิบเดือน 1976-1978 หนังสือยาวกว่า 360 หน้า(ขึ้นอยู่กับรุ่น) เป็นหนังสือรวมภาพประหลาดพร้อมกับภาษาที่ไม่เข้าใจ







หนังสือแบ่งออกเป็นสิบเอ็ดบท แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะปรากฏขึ้นเพื่ออธิบายโลกธรรมชาติเกี่ยวกับพืช สัตว์ และฟิสิกซ์ หากแต่สัตว์และพืชแต่ละอย่างมันไม่มีในโลก เช่นแรดสองหัว ม้า ช้างน้ำ แรด นก หอยทากหลากสีสัน คนต่างดาว ดอกไม้แปลก ต้นไม้เดินได้ พืชมีขา เป็นต้น ส่วนที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ศาสตร์ แง่มุมต่างๆ ของชีวิตมนุษย์ เสื้อผ้า ประวัติ อาหาร สถาปัตยอื่นๆ กีฬาแปลกๆ ส่วนตัวอักษรที่ปรากฏ ดูเหมือนเป็นอักษรจอร์เจีย หรือกลุ่มภาษาเซมิติกเขียนจากขวาไปซ้าย





แต่จนบัดนี้อักษรและภาพเหล่านั้นก็ไม่มีใครตีแตกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 80 ว่ามันสื่อถึงอะไรและคนเขียนก็ยังคงปากแข็งเกี่ยวกับความหมายนี้ แต่ กระนั้น มีคนวิเคราะห์ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเจตนาให้ลึกลับซ่อนเงื่อนหากแต่ต้อง การสื่อถึงโลกจินตนาการของผู้เขียน และหนังสือเล่มนี้ได้เป็นงานศิลปะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและภาพที่มีชื่อ เสียงที่สุดคือคนเปลือยกายกลายร่างเป็นจระเข้(ภาพหน้าปกของหนังสือ)





หน้าอื่นๆ

















9.The Liber Linteus








Liber Linteus เป็นตัวอักษรโบราณของพวกอีทรัสคันซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่มีวัฒนธรรมเฉพาะ ของตนที่รุ่งเรืองในอิตาลี เมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาลก่อนที่โรมจะเรืองอำนาจ(และวัฒนธรรมของอิทรัสนั้นโรมก็นำมา ใช้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การชนประทาน หรือสงคราม)



Liber Linteus เป็นเอกสารที่มีข้อความเกี่ยวข้องกับพวกเขาที่ยาวที่สุด เก่าแก่ที่สุดที่มีชื่อเสียง โดยมันทำมาจากผ้าลินิน สิ่งที่น่าสนใจหนังสือที่ว่านั้นเป็นมันทำหน้าที่คล้ายผ้าห่อศพคลุมชาวอี ทรัสคันที่ตายแล้วนำไปฝังหรือเก็บรักษาไม่ให้เน่าเหมือนมัมมี่เหมือน วัฒนธรรมการรักษาศพของอียิปต์ และตอนที่พบหนังสือนี้ก็มาพร้อมกับมัมมี่เช่นกัน มัมมี่ที่พบพร้อมตัวอักษรนี้คาดว่าเป็นเพศหญิงที่มียศสูงศักดิ์พอสมควร เนื่องจากเวบานั้นผ้ามีราคาแพงมากและศพที่ถูกห่อด้วยผ้านั้นผู้ทำต้องมีฐานะ ดีพอสมควร



อักษรของ Liber Linteus ประกอบด้วย 1,200 คำ 230 บรรทัดอ่านจากขวาไปซ้าย แม้จะมีแถวที่หายไปบ้างแต่ก็ถือว่าเกือบสมบูรณ์ เขียนด้วยหมึกดำและหมึกสีแดงที่ขีดเป็นเส้นๆ เสมือนกับว่าเป็นเครื่องหมายในการออกเสียง และ จนบัดนี้ไม่มีใครอ่านภาษาของพวกเขาออกได้ทั้งหมด ภาษาเขียนเหมือนอักษรกรีกแต่ไม่สามารถจัดเข้าพวกใดๆได้เลย แม้จะขุดพบหลักฐานเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่มีคีย์เวิร์ดในการช่วยแปลอักษรเหล่า นี้ได้ แต่กระนั้นนักวิชาการสันนิษฐานว่า Liber Linteus น่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับปฏิทินพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ศาสนา เกี่ยวกับชาวพวกอีทรัสคัน ปัจจุบันหนังสือนี้ถูกเก็บรักษาอย่างดี(พร้อม
มัมมี่) ในห้องเย็นของพิพิธภัณฑ์ ซาเกร็บ โครเอเชีย



8.The Book of Soyga








The Book of Soyga เป็น หนังสือลาตินเวทมนต์ในศตวรรษที่ 16 ที่รู้จักกันดีโดยนักวิชาการจอห์นดี หรือด็อกเตอร์ดี หลังจากที่เขาตายหนังสือนี้ก็หายไป จนกระทั้งปี 1994 มีการค้นพบสองต้นฉบับที่เหลือ



จอห์น ดี( 1608-1609) เขาเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ โหร นำทำนาย และที่ปรึกษาพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 แห่ง อังกฤษในยุคนี้ โหราศาสตร์ได้ถูกพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนมากถึงขีดสุด และเป็นที่แพร่หลายในหมู่กษัตริย์และผู้นำทางศาสนา เขามีผลงานเด่นคือได้วางฤกษ์วันพระราชพิธีราชาภิเษกของพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ โดยวางให้อาทิตย์ ศุกร์ และพฤหัส ทำมุมดีต่อดาวกำเนิดของพระองค์ ส่งผลให้พระราชินีทรงครองราชย์ยาวนานถึง 44 ปี



จอห์น ดีเป็นโหรที่มีความเชี่ยวชาญหลายแขนงไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ ซึ่งในช่วงปั่นปลายเขาได้หันมาเล่นแร่แปรธาตุ ศึกษาพลังเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับภูตสวรรค์ หรือการอ้างว่าเขาสามารถสร้างหินนักปราชญ์(ศิลาอาถรรพ์) แปรธาตุตะกั่วให้เป็นทองคำ หลายคนจึงเชื่อว่าหนังสือ The Book of Soyga ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเหตุผลนี้ แต่อย่างไรก็ตามหนังสือเริ่มนี้ปัจจุบันยังไม่สามารถตีความได้หมด หลายคนพยายามไขความลับของหนังสือเริ่มนี้เพราะเชื่อว่ามันได้บรรจุความรู้ ที่เหนือธรรมชาติเอาไว้ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากคำบางคำนั้นไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันใช้ยังไง หรือมีรหัสมากมายที่ปรากฏในหนังสือ เช่น วงกลม วงเวทย์เวทย์ ตาราง และรูปปริศนามากมาย






7.The Rohonc Codex







เป็น หนังสือลึกลับของฮังการีที่ไม่ทราบว่าเป็นหนังสืออะไรและใครเป็นคนเขียน ที่คาดว่าทำขึ้นเมื่อ ปี 1700(กระดาษทำขึ้นในปี 1530 แต่กระนั้นก็ไม่สามารถระบุได้แหล่งผลิตคือที่ไหน) มีทั้งหมด 448 หน้า ภาษาในหนังสือปัจจุบันไม่สามารถแปลได้ มันเป็นภาษาที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน นักวิชาการหลายคนมีความคิดเห็นมากมายว่า มันน่าจะเป็นภาษาโบราณจำพวกภาษาฮังการีโบราณ หรือไม่ก็ภาษาฮินดี(ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่พูด ส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียเหนือและกลาง) หรือภาษาโรมาเนีย แต่กระนั้นมันก็ขาดคุณสมบัติที่จะแปลภาษาดังกล่าวได้ ดังนั้นสิ่งที่คาดเดาได้ว่าหนังสือเรื่องนี้คืออะไรก็คงจะเป็นภาพประกอบใน เล่มเท่านั้น โดยภาพหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 87 ภาพ ภาพเหล่านี้แสดงถึงภูมิประเทศ ฉากสภาพแวดล้อมของคนในศาสนาคริสเตียน คนในศาสนาฮินดูอยู่ร่วมกัน และมีสัญลักษณ์(อักษร) แปลกๆ อยู่บนภาพที่ บางอันรูปร่างเหมือนดวงอาทิตย์หรือพระจันทร์ นอกจากนี้ยังมีภาพการต่อสู้ของทหารด้วย ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้อยู่หอสมุด Hungarian Academy of Sciences ในฮังกา





6.Rongorongo








Rongorongo หรือรองโกรองโก้เป็นอักษรภาพที่ค้นพบเมื่อศตวรรษที่ 19 สลักในไม้กระดานปักหลุมศพของชาวเมืองราโนบนเกาะอิสเตอร์กลางมหาสมุทรแปซิฟิค ตัวอักษรต่างๆ มีรูปร่างเหมือนรูปมนุษย์ สัตว์(อารมณ์ไปทางไส้เดือน กิ่งกือ) พืช ศิลปวัตถุ รูปทรงเรขาคณิต แต่ จนบัดนี้ภาษานี้ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่แปลออกและกลายเป็นภาษาลึกลับที่สุดใน โลกอีกอันดับ สาเหตุที่แปลไม่ได้เนื่องจากเกาะอิสเตอร์นั้นเป็นเกาะที่โดดเดี่ยวดังนั้น พวกเขาจึงมีภาษาเฉพาะโดยไม่มีอิทธิพลภาษาอื่นๆ มาเจือปน ทำให้นักโบราณคดีไม่สามารถหาคีย์ในการแปลได้ แต่กระนั้นก็มีการสันนิษฐานว่าบางที่รองโกรองโก้อาจไม่ใช่ภาษาอาจจะเป็นงาน ศิลปะไม่ก็ปฏิทินอะไรสักอย่าง และนอกจากภาษาแล้วนักโบราณคดียังไม่รู้เลยว่าชาวพื้นเมืองนี้อาศัยเกาะนี้ อย่างไรในเมื่อมันไม่มีอาหาร ไม่มีพื้นบ้าน หรือกระทั้งประวัติศาสตร์ก็ไม่มีใครกล่าวถึงพวกเขาเลยสักบท ส่วนใครอยากเห็นตัวอักษรชัดๆ ก็คลิปเว็บด้านบนได้เลย



5.The Beale Ciphers




เป็น ข้อความรหัสสามชุด ว่ากันว่ามันเป็นลายแทงสมบัติในการนำไปสู่ขุมสมบัติเงินทองและอัญมณีกว่า 40,000,000 ดอลลาร์ โดยสองชุดที่ว่าสามารถแปลได้คร่าวๆ ว่า เนื้อหาได้อธิบายถึงเนื้อหาสมบัติและรายชื่อของสมบัติของเจ้าของคือโทมัส เจฟเฟอร์สัน บีส( Thomas Jefferson Beale)ที่ซ่อนมันไว้ในสถานที่ลับในเบดฟอร์ด เวอรจีเนียเมื่อปี 1820 ก่อนที่เขาจะมอบรหัสลับนี้แก่เจ้าของโรงแรมท้องถิ่นชื่อโรเบิร์ต(Robert Morriss)เขา บอกว่าให้เปิดรหัสนี้หากเขาไม่กลับมา และขาก็หายสาบสูญไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย เจ้าของโรงแรมได้เปิดรหัสนี้ก็พบว่ามันเป็นรหัสตัวเลขแปลก ๆ เรียงกันโดย มีเลขหลักหนึ่ง หลักสิบ หลักร้อย เรียงเหมือนสลับกันเหมือนรหัสลับอะไรสักอย่าง เจ้าของโรงแรมพยายามไขปริศนานี้แต่ล้มเหลวเขาเลยได้ให้สามรหัสส่งต่อแก่ เพื่อนของเขาก่อนตาย และเพื่อนคนนั้นได้ใช้เวลาทั้งชีวิตในการพยายามถอดรหัสข้อความดังกล่าวนี้ จนสามารถแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งคือบอกเนื้อหาและรายการสมบัติโดยวิธีไขโค รตง่าย(เขาบอกว่างั้น)โดยการใช้คำในประกาศอิสรภาพของอเมริกาเทียบตำแหน่งใน รหัสเท่านั้น หากแต่ส่วนสำคัญคือสถานที่ซ่อนจนบัดนี้ไม่สามารถไขได้ ต่อมารหัสนี้ถูกลงในหนังสือพิมพ์และแจกแผ่นพับเพื่อให้คนทั่วอเมริกามาช่วย กันไขรหัสนี้แต่จนบัดนี้ก็ไม่สามารถไขได้ ดังนั้นจึงมีคนมาสันนิษฐานว่ามันเป็นของปลอมแต่กระนั้นก็ไม่มีหลักฐานใด พิสูจน์เรื่องนี้



4.Kryptos












Artist Jim Sanborn's เป็นประติมากรรมที่ไม่ใช้เอกสาร หากแต่ทำมาจากหิน ไม้ และทองแดง ตัวตั้งอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของศูนย์บัญชาการใหม่ของ CIA สลักไว้ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัวบวกเครื่องหมายคำถาม ตัวอักษรเหล่านั้นรวมกันทั้งหมดมีถึง 869 คำว่า คริปโตสเป็นภาษากรีก แปลว่า ซ่อนอยู่ ซึ่งแน่นอนว่า ตัวอักษรทั้ง 869 ตัวนั้นก็คือรหัสลับนั่นเอง



เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า วันหนึ่ง CIA เกิดอยากได้ประติมากรรมเจ๋งๆไว้ประดับหน่วยงานของตน จึงได้ขอให้ประติมากรคนหนึ่งที่มีชื่อว่า James Sanbornทำขึ้นมาให้ ทีนี้นาย Sanborn ก็เลยไปเรียนรู้วิชารหัสลับจาก Ed Scheidt ซึ่งเป็นถึงอดีตประธานหน่วยถอดรหัสของ CIA จนนำเทคนิคเหล่านั้นมาสร้างเป็นรหัสลับในประติมากรรมของเขานั่นเองครับ



ปัจจุบันเจ้าประติมากรรมชิ้นนี้เป็นที่สนใจของคนที่หลงใหลในการถอดรหัสไป ทั่วโลก ซึ่งรหัสลับใน Kryptos นั้นถูกไขออกได้เพียงแค่สามในสี่ส่วนเท่านั้นในปี 1999 คนแรกที่ออกมาพูดอย่างเปิดเผยก็คือ นาย James Gillogly นัก วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นายคนนี้เขาใช้เทคนิคในการถอดรหัสกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นเองช่วย ในการไขความลับของรหัสออกมาได้ถึงสามส่วน หลังจากนั้น CIA ก็ออกมาอ้างว่าไขรหัสได้แล้วสามส่วนเหมือนกันตั้งแต่ปี 98 ส่วน NSA ก็ออกมาบอกว่าไขได้แล้วตั้งแต่ปี 92 แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครสามารถถอดรหัสส่วนสุดท้าย 97-98 ตัวออกมาได้อยู่ดี และคุณสามารถดูรายละเอียดที่ว่าได้ที่ลิงค์ข้างบน



3.The Urantia Book 






เป็นหนังสือปรัชญา และจิตวิญญาณที่ไม่มีชื่อผู้เขียน โดยเนื้อหากล่าวถึง พระเจ้า พระเยซู จักรวาล วิทยาศาสตร์ ประวัติ และโชคชะตา ที่เผยแพร่ในชิคาโก อิลลินอยด์ ประเทศสหรัฐอเมริการะหว่าง 1925-1955 มีการถกเถียงมากในเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้(มีการแปลเป็นภาษาอื่นๆ กว่า 11 ภาษา) โดยคำนำของหนังสือได้แนะนำดาวเคราะห์หนึ่งชื่อโลก(โดยใช้ชื่อดาวว่า Urantia) และนำเสนอแนวคิดในการฝึกพลังจิตวิญญาณขั้นสูง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพระเจ้า ไปจนถึงบอกอนาคตโลก หนังสือเล่มนี้ยาวถึง 2,097หน้า หนังสือไม่ระบุผู้เขียนหากแต่หนังสือบอกว่าเครดิตทั้งหมดมาจากคำสั่งของฟ้า สาเหตุเนื่องมาจากในปี 1925 นายวิลเลี่ยม แซดเลอร์ (William Sadler) ได้ นิมิต(หรือหลับลึก)อ้างว่าเขาติดต่อกับพระเจ้าได้ เขาเปร่งเสียงพูดที่มีความยาวและเขาได้ให้นักชวเลขจดคำพูดของเขาไว้ ซึ่งคำพูดของเหล่านั้นได้แพทย์ตกตะลึงให้กับทางการแพทย์เพราะว่าแต่ละคำนั้น เหนือธรรมชาติมากๆ ก็ว่าได้ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้ใช้ศัพท์ซับซ้อนและมีรายละเอียดมาก นักวิชาการทางศาสนาพยายามแปลหนังสือและสัญลักษณ์ทางศาสนาแต่สุดท้ายก็ยังคง เป็นปริศนาต่อไป

2.The Gnostic Gospels



บันทึกของคัมภีร์นอสติก (Gnostic gospels) เป็นหนังสือที่เก็บความรู้หรือคำสอนของพระเยซูที่เขียนขึ้นเมื่อ 2nd –4th หากแต่หนังสือ(gospels แบบว่าพระวรสาร)นี้ไม่ได้ถูกรับเลือกเป็นพระคัมภีร์ ไม่ได้รับการยอมรับหรือบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ กอสเปล(และอีกหลายเล่ม)นี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘งานเขียนที่ผิดพลาด’ (pseudepigrapha) บ้าง หรือเรียกว่า ‘สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้’ และ ถูกหาว่าเป็นหนังสือนอกรีตจนถูกทำลายไปจนหายไปหลายศตวรรษ ก่อนที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1945(สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด) โดยเกษตรกรในประเทศอียิปต์ หากมันไม่เหมือนหนังสือในอันดับอื่นๆ เพราะนักวิชาการทั่วๆไปเข้าใจในเรื่อง Gospels และ ได้แปลเป็นที่เรียบร้อยในหลายแบบ ยกเว้นแต่สิ่งที่ค้นพบนั้นจะมีเนื้อหาทีลึกลับซุกซ่อนอยู่ บางที่มันอาจซุกซ่อนหลักคำสอนของพระเยซูที่ไม่เคยปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ หรือความลับที่สั่นคลอนต่อศาสนา





และก็มาถึงลำดับที่หนึ่งของหนังสือที่ลึกลับ สุดพิลึก คือ



1. Voynich manuscript








Voynich manuscript เป็น หนังสือ ที่ลึกลับที่สุดในโลกเนื่องจากทุกข้อความในหนังสือล้วนพิศวงและแปลกประหลาด ภาษาที่ใช้ก็ไม่สามารถไขได้ว่ามันต้องอ่านด้วยวิธีอะไร โดยหนังสือเล่มนี้พบในห้องสมุดโรมันคาธอบิคนิกายหนึ่งในปี 1800 ไม่ระบุผู้เขียนหรือปีที่ผลิต แต่คาดว่าน่าจะเขียนเมื่อศตวรรษที่ 15 เขียนด้วย ปากกาขนนก มีขนาด 6 x 9 นิ้ว หนา 11/2นิ้ว มีอยู่ 240 หน้า แต่บางหน้าขาดหายไป ปกสมุดทำจากหนังลูกวัวสีครีม



Voynich manuscript เป็น หนังสือที่ยังคงมีเสน่ห์ในต่อนักภาษาศาสตร์คนคนชอบเรื่องลึกลับในการไข ปริศนา โดยภายในหนังสือนี้เต็มไปด้วยรหัสปริศนามากมายที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่พบเห็น มาก่อนบนโลกใบนี้ ดังนั้นสิ่งที่อธิบายว่าหนังสือนี้เป็นหนังสืออะไรก็คือภาพวาดประกอบเท่า นั้น หากแต่กับกลายเป็นความดำมืดยิ่งขึ้น เมื่อภาพวาดประกอบ มีทั้ง พืชพันธุ์แปลก ๆ ภาพผู้หญิงเปลือยเชื่อมด้วยท่อที่ดูคล้ายเส้นโลหิต มีภาพคล้ายแผนผังเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ภาพแผนภูมิจักรราศี มีภาพผู้หญิงเปลือยถือดวงดาวล้อมรอบจักรราศีอยู่ บางหน้าก็สามารถคลี่ออกมาได้อีกเป็น 6 หน้า มี ภาพวาดหน้าผังดาราศาสตร์ ภาพคล้าย กาแลคซี่ แอนโดรมีดา ที่มองจากกล้องเทเลสโคป ภาพที่มองจากกล้องโทรทัศน์ และภาพคล้ายเซลล์ สิ่งมีชีวิตที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งสมัยก่อนไม่น่าจะมีกล้องโทรทัศน์หรือกล้องเทเลสโคปได้เลย ทำให้มีหลายคนสันนิษฐานว่าหนังสือเล่มนี้เป้นของปลอม แต่กระนั้นด้วยความซับซ้อนของไวยากรณ์เกินกว่าที่จะได้รับการปลอม และเร็วๆ นี้มีการพิสูจน์แล้วว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของจริงแต่สุดท้ายวัตถุประสงค์ของ หนังสือเล่มนี้ยังคงลึกลับอยู่ดี



ปัจจุบันหนังสือลึกลับนี้เก็บไว้ในถูกเก็บรักษาอยู่ที่ห้องสมุดเบนเนคเก้ (Beinecke Rare Bood & Manuscript Library)




ที่มา :

____________________

เครดิต :

________________________________
Pageviews

มาแล้ว ‘Ugly’ มิวสิควีดีโอตัวล่าสุดจาก 2NE1

ค้นพบปิรามิดยักษ์! กำลังจะเผยโฉมในปี 2011 นี้





Bosnian pyramid
เป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของ อินเดียน่า โจนส์ (ตัวจริง)

กับหุบเขาปิรามิดอย่างน้อยสามแห่ง ที่ตั้งอยู่ในหุบเขา

ขนานนามกันว่าปิรามิดแห่งดวงอาทิตย์ , ดวงจันทร์

, Dragon , Love และ Earth ซึ่งปิรามิดกลุ่มนี้ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป

สันนิษฐานว่า มหาปิรามิดแห่งนี้ มีอายุเก่าแก่ถึง 12,000 ปีเลยที่เดียว

องค์ใหญ่สุด มีขนาดฐานยาวถึง 365 เมตร กับมุมลาดเอียงที่ 60 องศา



มีขนาดใหญ่กว่าปิรามิดที่เมืองกิซ่า อียิปต์ ซะอีกครับ...

ขณะนี้กำลังขุดค้นเพื่อเปิดผิวชั้นดินที่ปกคลุมมายาวนานกับคนงานกว่า 700 คน

และทั้งหมดนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบค้นหาหลักฐานกันอยู่ครับ

















Pyramids of the world! are they connected?


ปิรามิดบนโลกนี้ เชื่อมโยงกันจริงๆหรือ?
เราทุกคนรู้เกี่ยวกับปิรามิดในอียิปต์และอเมริกาใต้ รู้หรือไม่ว่ายังมีปิรามิดอีก 38 แห่งที่อยู่ในประเทศจีน ? การสร้างปิรามิดในยุคโบราณได้กระจายไปทั่วยุโรปและอเมริกาใต้ หากคุณผู้อ่านไม่ทราบเกี่ยวกับปิรามิดทั้งหมดอื่นๆ ในโลกไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งที่เราบอกใครบางคนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เขามักบอกว่ามันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ



คนในยุคโบราณของโลก ไม่สามารถติดต่อกันได้ง่ายๆเลย ด้วยระยะทางที่ห่างไกลข้ามซีกโลกได้ขนาดนั้น จะมีเหตุผลใดเกี่ยวกับการสร้างปิรามิดในส่วนอื่นๆของโลกที่สร้างเป็นรูปทรงเดียวกันนี้บ้าง" เมื่อเราถามคำถามนี้ไป เขาจะตอบว่า มันมีธุรกิจการค้า-มีการเดินทาง มีการทำงานหนักเพื่ออาณาจักรของเขา อย่างที่คุณเห็น ว่าสิ่งที่มีรูปทรงง่ายๆและมีพื้นฐานในการสร้าง เพราะสิ่งที่คุณต้องทำคือการวางหินสู่บล็อกที่อยู่ด้านบนสุดเท่านั้น "เราได้รับคำตอบที่มีลักษณะเช่นนี้เสมอ" อันที่จริง ถ้าจะบอกว่า ทุกๆคนหรือคนเก่าแก่ของโลกต้องการให้อนุเสาวรีย์เป็นเช่นนี้ เพราะขึ้นรูปทรงทำได้ง่ายกว่า ทำไมพวกเขาต้องทำ พวกเขาใช้วิธีที่แสนยากลำบากไปทำไม? อย่าลืมว่า พวกเขามีเพียงเครื่องมือตัดหินใช่มั้ย?



เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจคิดเวอร์ๆอย่างสหรัฐอเมริกาก็ได้ เช่น พวกเขาต้องการสร้างอนุสาวรีย์ของประธานาธิบดีของเขาบนดวงจันทร์ ! ถึงเราจะสามารถบินได้ หรือทำอะไรที่แตกต่างได้ แต่ทำไมเราจะต้องใช้เวลาและใช้เงินหลายพันล้านพันล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะฟรีก็ยังจะงี่เง่ามากที่จะทำ! เพื่อที่จะบอกว่าได้ว่าเราสร้างปิรามิดลาดเอียงของขนาดใหญ่ๆสำเร็จแล้ว ผมได้ยิน Dr.บางคนผู้ซึ่งเคยได้รับปริญญาเอก พูดอย่างบริสุทธิ์และซื่อว่า คนเหล่านี้เกิดขึ้นเวลาไล่เลี่ยกันทั่วโลก และไม่เคยมีการติดต่อกับอีกคนหนึ่งเลย ทั้งหมดพร้อมใจกันสร้างปิรามิด! แท้จริงฉันแอบคิดว่ามันเป็น ... ... ...?



เราลืมคิดกันว่า คนโบราณของโลกใช้"น้ำ"เป็นถนนสายหลักสำหรับการเดินทาง คนโบราณส​​ามารถสร้างปิรามิดและจัดตำแหน่งได้ตรงกับดวงดาว แต่พวกเขาไม่สามารถข้าม ทะเล! พวกเขาข้ามทะเลได้หรือ? ทำไมคุณเห็นหยกเอเชียในทวีปอเมริกาใต้ ทำไมคุณเห็นอักษร hieroglyphs ชองอียิปต์ในไร่ข้าวโพดและไร่สับปะรดที่อเมริกาใต้ สิ่งที่คุณต้องทำคือการวิจัยเพิ่มขึ้น และคุณจะเห็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าโลกยุคโบราณแตกต่างจากที่เราคิดกันมาก แล้วสิ่งที่เราคิดว่ามีการติดต่อระหว่างคนด้วยกันได้นั้น จริงหรือ?



แต่ในตอนนี้ เรื่องปิรามิดนี้ เป็นหนึ่งเรื่องเพื่อเสนอให้ประชาชนทราบว่ามีปิรามิดจำนวนมากอยู่ในโลกของเรา

เพื่อช่วยกันคิดและช่วยให้ค้นหาความจริงด้วยกัน





อ้อ..อย่าลืมปิรามิดที่อยู่บนดาวอังคารด้วย !

ภาพข่าว....






VDO การสำรวจ...




...กำลังรื้อผิวหน้าดินออก...
หน้าตาประมาณนี้










มีข้อความจากท่าน เมตาทรอน มาให้อ่านด้วยครับ

สื่อสารไว้เมื่อวันที่ 9 เดือนธันวาคม ปี 2010 (แชลแนลลิ่งโดย Tyberonn)






ขอทักทายท่านที่รักทั้งหลาย เราเรียกพวกท่านมาเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการค้นพบเมื่อเร็วๆนี้

และจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการตื่นรู้ในแผ่นดิน , เกี่ยวกับสิ่งที่ถูกซ่อนไว้

ซึ่งขณะนี้ได้รับการปลุกขึ้นอีกครั้ง และมีจุดประสงค์มากมาย!



เรากำลังพูดถึงกลไกทางเรขาคณิตอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นแหล่งรวมพลังงานในโลกของคุณ

ไม่ควรเข้าไปห้ามการขุดค้น หรือต่อต้านใดๆ สำหรับการค้นพบทางโบราณคดีในครั้งนี้

นักสำรวจที่มีวิสัยทัศน์อย่าง Michael Cremo และ Dr. Sam Semir Osmanagich

กำลังมอบโอกาสครั้งสำคัญในการค้นพบหลักฐานที่สำคัญต่อการกระตุ้นของมวลมนุษย์



พีระมิดอันซับซ้อนในบอสเนีย - Herzegovina แห่งนี้

แน่นอนว่าชาว Atlantean และชาว Pleiadean ร่วมกันสร้างขึ้น



และนี่คือ การเปิดใช้งานอีกครั้งในปี 2010 และมีบทบาทสำคัญสำหรับ "คริสตัลไลน์ grid" และ"ตัวส่งสัญญาณคอสมิค"

ปิรามิดทั้งหมดที่สิ่งที่คุณเห็นนั้น เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทางภูมิศาสตร์ ที่มีความสลับซับซ้อน



งานขุดอย่างต่อเนื่องในบอสเนียนี้มีความสำคัญอย่างมาก

มันจะให้ผลการค้นพบที่ชัดเจน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมนุษยชาติได้

และจะได้รับการยอมรับทางประวัติศาสตร์อีกด้วย

ปิรามิดบอสเนียแห่งนี้ ได้ถูกจัดวางอยู่บนเส้นแห่งภูมิปัญญา มันเชื่อมโยงกับ Stonehenge,

กลุ่มมหาปิรามิดที่ Giza , ปิรามิดซีอาน (จีน), แอสตานาปิรามิด (คาซัคสถาน)

และ Moody Pyramid (Galveston)

เป็นการการจัดตำแหน่งดาวดาวที่อยู่ในกลุ่ม Alpha Reticulai









ในด้านจุดประสงค์ :



ปิรามิดอันศักดิ๋สิทธิ์ทุกๆแห่ง นั้นถูกจัดวางโครงสร้างทางเรขาคณิตไว้เป็นอย่างดี

ไม่ว่ามันจะถูกธรรมชาติสร้างขึ้นหรือมนุษย์สร้างขึ้นก็ตาม มันกำลังมีบทบาทอย่างมากในขณะนี้

ในเหตุการณ์ " Cosmic Trigger Equinoxial" ในระหว่างนี้จนถึงปี 2012

จะมีความสำคัญสำหรับการเลื่อนระดับของดาวเคราะห์โลกอย่างมาก



(Equinoxial คือวันที่พระอาทิตย์ตั้งฉากกับดาวเคราะห์โลก ซึ่งเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง-ผู้แปล)



ปิรามิดเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นกลไกรับสัญญาณจากคริสตัลไลน์ Grid

และแจกจ่ายพลังงานไปยังพื้นที่ vortexial ทั่วโลก

ทั้งหมดมีการเรียงจัดตำแหน่งกัน เพื่อผ่านการสั่นสะเทือนแบบฮาร์โมนิค

แล้วจึงปล่อยออกมาสู่แต่ละเขตข้อมูล รวมทั้งส่งต่อถึงบุคคลต่างๆที่มีปฏิกริยากับคริสตัลไลน์ Grid ทั้ง 144 เส้น

ทำให้การรับ-ส่ง-ขยายสัญญาณออกมานั้นมีความคึกคักยิ่งขึ้น



และปิรามิดเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่คล้ายเป็นเครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้ากระชากด้วย

เพราะเป็นพลังงานที่สูงและเข้มข้นกว่าพลังงานเดิมของโลก

มันเป็นปัจจัยหนึ่งต่อการเลื่อนระดับในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน









ที่มา :

____________________

เครดิต :

________________________________

Goo Hara (KARA) ปล่อยเพลงประกอบละคร City Hunter ออกมาแล้ว

Jinwoon (2AM) ปล่อยโซโล่เดี่ยวออกมาแล้ว ‘Ra ra ra’

Sousuke Takaoka บ่นเรื่องเกาหลีฟีเวอร์ผ่านทางทวิตเตอร์

สัตว์สุดพิลึก ใต้ท้องทะเลน้ำลึก







Coryphella Polaris : นักวิทยาศาสตร์พบสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ที่มีลักษณะรูปร่างและโครงสร้างที่แตกต่างออกไป





ยังมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่มนุษย์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยเฉพาะสัตว์น้ำใต้ท้องทะเลลึก ยังมีอีกจำนวนมหาศาล บางชนิดมีลักษณะแปลกประหลาดแตกต่างกันออกไป



อย่างเช่นสัตว์ใต้น้ำเรืองแสงเหล่านี้ มีลักษณะคล้ายวุ้นเปล่งประกายออกมาเป็นสีต่างๆ ภายใต้ท้องทะเลลึกแห่งทะเลขาว ทางรัสเซียตอนเหนือ โดยอเล็กซานเดอร์ เซมินอฟ นักชีววิทยาวัย 25 ปี จากมหาวิทยาลัยมอสโคว สเตต ลงไปบันทึกภาพสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์เหล่านี้ แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม





สัตว์เหล่านี้ จะเห็นเป็นภาพเรืองแสงเมื่อใช้อุปกรณ์สตอรโบสโคป ในการบันทึกภาพ อย่างเช่น Scaleworm ตัวนี้



ทั้งนี้ เขาใช้ สตอรโบสโคป อุปกรณ์ในการบันทึกภาพ ท่ามกลางความมืด แสดงให้เห็นว่า ร่างกายของสัตว์เหล่านี้มีความน่าทึ่งเพียงใด และส่วนใหญ่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็มีลักษณะโปร่งแสง



“สัตว์เหล่านี้จะพรางตัวไม่ให้เหยื่อมองเห็น แต่ขณะเดียวกันเมื่อมันเป็นผู้ล่า มันก็จะใช้วิธีพรางตัวไม่ให้เหยื่อเห็นเช่นเดียวกัน ” เซมินอฟ กล่าว



Hydromedusan Jellyfish : ภาพแมงกะพรุน ใต้ท้องทะเลขาว



จะเห็นว่าอาหารทั้งหมดอยู่ในตัวของมัน บางทีเขาเล่าว่า ยังเห็นสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และเคลื่อนที่ในท้องของพวกมัน โดยภารกิจของเขาก็คือ ต้องการนำเสนอให้กับคนอื่นๆเห็นว่า สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนั้นมีความมหัศจรรย์มากเพียงใด



Lion’s Mane Jellyfish: จะเห็นว่ายังมีสิ่งมีชีวิต อาศัยอยู่ภายในท้องของแมงกะพรุน ซึ่งเป็นผู้ล่า





ดูเผินๆคล้ายกับสายไฟฟ้าส่องแสงอยู่ แต่แท้จริงแล้วมันคือสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ลึกกว่า 130 ฟุต




Lion’s Mane Jellyfish: แมงกะพรุนอีกชนิดหนึ่ง เปล่งแสงท่ามกลางความมืดใต้ท้องทะเล






Naked Sea Butterfly : รูปร่างประหลาด คล้ายปีเสื้อใต้ท้องทะเล




ที่มา :www.dailymail.co.uk

____________________

เครดิต :

________________________________