2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ? (ไทยโพสต์)
ตามปฏิทินของชนเผ่ามายาที่ทำไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ออกคำทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ.2555 หรือ ค.ศ.2012 จะเป็นวันอวสานโลก ถึงขนาดทำเป็นหนังฉายให้คนทั้งโลกได้ดูสุดยอดมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เมื่อถึงปี 2012 ผลจากความแปรปรวนของสุริยะจักรวาลและความผิดปกติของแสงอาทิตย์
ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องจักรวาลและอวกาศ ได้ค้นพบความวิปริตของระบบสุริยะจักรวาลที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทั้งพายุฝน น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ มีผู้สังเวยชีวิตมหาศาล แล้วตอนนี้ที่หิมะและอากาศเย็นยะเยือกกระหน่ำยุโรป ก็คาดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ปี 2012 จะเป็นวันอวสานโลกจริงตามคำทำนายที่ชนเผ่ามายาระบุไว้หรือไม่....ไม่มีใครรู้
แต่ ดร.ก้องภพ อยู่เย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการออกแบบเครื่องตรวจจับคลื่น ไมโครเวฟอินฟาเรด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซา เจ้าของรางวัลวิศวกรดีเด่นจากนาซา ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบตรวจจับพลังงานคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคนที่ออกมาเตือนให้ทุกคนทราบถึงความปั่นป่วนของ ระบบสุริยะจักรวาลที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อโลกโดยตรง และที่งานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "เจาะลึกภัยพิบัติ...พลิกวิกฤติให้เป็นทางรอด"
เขาบอกว่า จากการศึกษาไม่ใช่ ปี 2012 แต่เป็นปี 2013 ที่โลกจะเผชิญหายนะสูงสุดแม้จะไม่ตรงกับวันสิ้นโลกในปฏิทินของชาวมายา แต่ก็ได้ความว่า อีก 3 ปี พวกเราไม่รอดแน่ เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ
ดร.ก้องภพ ให้ดูภาพเกี่ยวกับโลก ทางช้างเผือก ระบบสุริยะ และกาแล็กซี่ของโลก พร้อมระบุสิ่งที่จะพูดต่อจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากการศึกษาและรวบรวม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซาที่กำลังทำงานอยู่ และเขาบอกว่า ปี 2556 หรือ ค.ศ.2013 เป็นปีที่จะเกิดโนวาการระเบิดที่มีพลังงานมากที่สุด มันจะปลดปล่อยพลังงาน มหาศาล เพราะมีแนวโน้มว่าปฏิกิริยาพระอาทิตย์จะขึ้นสูงสุดในต้นปี 2013 นี้ และเกิดการพลิกกลับขั้วของแกนแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดทั้งความร้อนสูงและการหดตัวของระบบสุริยะ
ช่วงนั้นดวงอาทิตย์โคจร ตัดผ่านทางช้างเผือกในทุก ๆ 33-35 ล้านปีพอดี ซึ่งทางช้างเผือกมีมวลของดาว 2,000-4,000 ล้านดวง หากเกิดการบีบหดตัว ดวง ดาวและอุกกาบาตบางส่วนจะกระเด็นเข้ามาในระบบสุริยะ ซึ่งเมื่อ 35 ล้านปีที่ แล้วเป็นช่วงที่มีอุกกาบาตเข้ามาเยอะ แต่ความเสี่ยงจะมากกว่า 10 เท่า ในปี 2013
"ตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียทำงานองค์การอวกาศรัสเซียเทียบเท่านาซา สำรวจระบบสุริยะ พบมีการเปลี่ยนแปลงขอบด้านนอกสุดของระบบสุริยะ โดยวัดปริมาณความสว่างสูง ขึ้น 1,000% มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เชื่อว่ามีพลังงานบางอย่างเข้ามาในระบบสุริยะ นาซาเองก็พบการเปลี่ยนแปลง เช่นกัน ภาพถ่ายจากดาวเทียม Imax ที่โคจรรอบโลก ปรากฏพลังงานที่เล็ดลอดเข้ามาในะบบสุริยะ เดินทางด้วยความเร็วสูง แนวที่มี พลังงานรั่วใกล้กับทางช้างเผือก แล้วยังค้นพบว่า เมื่อวัดแกนพลังงานนี้มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในระยะ 6 เดือน ไม่ใช่ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป นี่เป็นสิ่งที่นอกเหนือการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์"
ดร.ก้องภพ ให้ข้อมูลอีกว่า นอกจากรายงานของนาซายืนยัน การบินอวกาศยุโรปยังมีภาพแบบร่างพลังงานสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่และความร้อนสูงมากเคลื่อนตัวเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วยังมีข่าวอย่างเป็นทางการระบุการบีบอัดของชั้นขอบนอกระบบสุริยะ จะทำให้พลังงานรังสีคอสมิกเข้ามาในระบบสุริยะมากเป็นพิเศษ ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนโลก
นอกจากนี้ มีหลักฐานแสดงให้เห็นดวงอาทิตย์มีปฏิกริยาสูงสุดในรอบ 8,000 ปี และการที่นาซาส่งดาวเทียมโคจรที่ขอบด้านนอกเพื่อวัดความดันลมสุริยะช่วงปี 2547-2551 พบว่า ความเร็วลมสุริยะลดลงมาก ผลจากพลังงานบางอย่างเข้ามาบีบอัดลมสุริยะให้ลดลง สอดรับกับข่าวล่าสุดยืน ยันมีการเปลี่ยนแปลงด้านนอกสุดของระบบสุริยะ ส่งผลให้ความเร็วลมสุริยะลดลง 20 กิโลเมตรต่อวินาที ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2550 เป็นต้นมา และในตอนนี้ดาวเทียมวัดความเร็วลมสุริยะพบว่าลดลงถึง 0 แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ถึง 4 ปี
"ดวงอาทิตย์มีวัฏจักร ทุก ๆ 11 ปี จะมีการพลิกกลับขั้วของสนามแม่เหล็กและเป็นช่วงที่เกราะป้องกันดวงอาทิตย์ ต่ำสุด คาดการณ์ว่าจะเกิดปี 2013 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง จากการสำรวจของดาวเทียม ช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยาสูงสุด ทั้งฝุ่นละอองและอุกกาบาตเข้ามามากเป็นพิเศษ มีผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวง" วิศวกรอาวุโสไทยองค์การนาซา กล่าว
เขายังให้ภาพความปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะถ้วนหน้า ตั้งแต่ดาวพลูโต ที่พบความกดอากาศเพิ่มขึ้น 300 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ภาพดาวเนปจูนแสดงให้เห็นความสว่างจ้าของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ดาวยูเรนัสก็เช่นเดียวกัน ความสว่างเพิ่มขึ้น กลุ่มเมฆมาก และมีการพลิกกับขั้วของสนามแม่เหล็ก ดาวเสาร์มีการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นศูนย์สูตรและเกิดปรากฏการณ์ออโรรา คือ มีแสงบนท้องฟ้าตอนกลางคืน แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กอย่างมาก ดาวพฤหัสก็สว่างขึ้นถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และร้อนจัดขึ้น
ส่วนดาวอังคารเกิดสภาวะโลกร้อน น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ มีพายุ มีการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร ดาววีนัสสว่างขึ้น 2,500 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 30 ปี แม้แต่ดาวพุธก็ค้นพบสนามแม่เหล็กสูงมาก และเกิดน้ำแข็ง มีฝุ่นละอองที่พัดออกมา ส่วนหนึ่งมาจากความดันลมสุริยะลดลง
สำหรับดาวเคราะห์โลกที่มนุษย์อาศัยก็เปลี่ยนแปลงมาก วิศวกรอาวุโสไทยจากองค์การนาซา เปิดเผยว่า จากการวัดปริมาณรังสีคอสมิกมีสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ปริมาณจะลดลง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น
"รังสีคอสมิกถ้ารับปริมาณมาก สิ่งมีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ รวมถึงเกิดการกลายพันธุ์ เป็นโรคมะเร็ง แต่ไม่ต้องกังวลมาก การเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ปริมาณฝุ่นละอองที่เข้ามาในโลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะสูงขึ้นอีก 13 เท่าตัว ในปี 2556 ปริมาณอุกกาบาตที่วัดได้มีสูงมากในปี 2541 อาจเพราะมีเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุหรือมีอุกกาบาตเข้ามาเยอะขึ้น ฝนดาวตกก็เพิ่มขึ้น ยืนยันปรากฏการณ์นี้แสดงว่ามีวิกฤติเข้ามาในโลกมากขึ้น"
ดร.ก้องภพ กล่าวต่อว่า อีกความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศรอบนอก ธรรมดาเกิดขึ้นทุก 11 ปี แต่เมื่อวัดครั้งสุดท้ายผิดไปจากเดิม 28 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชั้นบรรยากาศลดต่ำลง ส่งผลให้โลกของเราไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก เช่นเดียวกับภาพจากดาวเทียมวัดสนามแม่เหล็กรอบนอกแสดงให้เห็นรูรั่ว ที่มี อนุภาคและพลังงานหลุดลอดเข้ามาส่งผลต่อสภาพอากาศโลก ขั้วโลกเหนือน้ำแข็งละลาย ขั้วโลกใต้หิมะน้ำแข็งเพิ่มขึ้น
เวลานี้มีรายงานวิจัยมากขึ้น ชี้สนามแม่เหล็กโลกส่งผลกระทบต่อรังสีคอสมิกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพเมฆและก่อตัวของเมฆ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความถี่ในการ เกิดแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นประวัติการณ์ ปี 2553 ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลก ทั้งอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ความสว่างของดวงอาทิตย์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ในทางเดียวกัน ทั้งยังมีข้อมูลสถิติปี 2552-2553 ระบุความสูญเสียจากภัยพิบัติเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า
ปี 2556 ที่ ดร.ก้องภพ คาดการณ์ว่าดวงอาทิตย์จะมีปฏิกิริยาสูงสุด จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อดาวเทียม อุกกาบาตหรือหินนอกโลกอาจทำให้ดาวเทียมเสียหาย มนุษย์มีความเสี่ยงจากการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าจะได้รับรังสีแกมมา และคอสมิกปริมาณมาก รวมถึงเครื่องบินตก มีข้อมูลว่า 2-3 ปีมานี้ ปริมาณการส่งดาวเทียมไปนอกโลกจากทั่วโลกลดลง ก็ขึ้นกับการตี ความ ปี 2553 เป็นเพียงเริ่มต้นปฏิกิริยาสูงสุดของดวงอาทิตย์ อีก 3 ปีข้างหน้าจะรุนแรงขึ้น
ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 2402 มีผู้บันทึกไว้ว่าเกิดปฏิกิริยาพระอาทิตย์ครั้งใหญ่ ปีนั้นแสงอาทิตย์สว่างจ้า ระบบโทรเลขทำงานโดยอัตโนมัติ คนใช้โทรเลขถูกไฟฟ้าช็อตจากพลังงานที่เข้ามา ปัจจุบันผลกระทบจะสูงกว่าครั้งนั้น อาจเกิดไฟฟ้าดับทั่วโลกหรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกใช้การไม่ได้ ระบบหม้อแปลงไป จนถึงสายส่งเสียหาย สภาพอากาศแปรปรวน พายุถล่ม น้ำท่วม รวมถึงแผ่นดินไหว ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และหาวิธีอยู่รอด
"พื้นที่เสี่ยงกับปฏิกิริยานี้ คือ ขั้วโลก สหรัฐ แคนาดา ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรเสี่ยงน้อยกว่าแต่ไม่ใช่ไม่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ ประมาท พม่าย้ายเมืองหลวงไม่มีเหตุผล เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ สร้างเมืองตัวอย่างลอยน้ำ คาดว่าแล้วเสร็จปี 2013 หรือปี 2555 ทางการนอร์เวย์ย้ายศูนย์บัญชาการทหารลงใต้ดินเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัสเซียสร้างที่หลบภัยใต้ดิน 5,000 จุด เสร็จในปี 2012 นี่คือสิ่งที่แต่ละประเทศเตรียมการไว้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด" ดร.ก้องภพ กล่าวโดยไม่สรุปใด ๆ เพราะต้องการทำหน้าที่ให้ความรู้จากข้อมูล วิทยาศาสตร์ที่ได้ศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ขึ้นกับวิจารณญานของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม ดร.ก้องภพ ฝากทิ้งท้ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่จะมีขนาดความรุนแรงแตกต่างกัน นโยบายของภาครัฐควรเน้นการป้องกันเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อประชาชนเดือดร้อนมาก อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพตรวจจับสิ่งผิดปกติ มีกระบวนการแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงสร้างสถานที่หลบภัย ซ้อมอพยพบนเส้นทางหนีภัย อีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ เป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
ส่วนคนทั่วไปต้องเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง นอกจากหวังพึ่งรัฐที่อาจช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที เช่น สร้างคลังอาหารสำรองในพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงสำรองอาหารและอุปกรณ์ยังชีพที่จะใช้เอาตัวรอดในเหตุฉุกเฉิน 3-5 วัน ระยะยาวเห็นว่าทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ที่สุด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรวาล-ดาวเคาระห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรวาล-ดาวเคาระห์ แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ปี 2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ?
วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555
นาซาพบ กาแล็กซี่ อายุ 6,000 ล้านปี ผลิตดวงดาวได้จำนวนมาก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักดาราศาสตร์ขององค์การนาซา ใช้กล้องโทรทัศน์”จันทรา” ส่องพบกาแล็กซี่ ซึ่งผลิตดวงดาวได้มากถึง 740 ดวงในรอบปี ซึ่งมากกว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกของโลก ที่สามารถสร้างดวงดาวได้ 1 ดวงต่อ 1 ปี
ทั้งนี้ นักดาราศาสตร์เรียกกาแล็กซี่นี้ว่า”ซูเปอร์มัม คอสมิค” อยู่ห่างจากโลกราว 5.7 พันล้านปีแสง มันมีแสงสว่างมากกว่าที่เคยพบมา
นอกจากนี้้ นักดาราศาสตร์ยังระบุว่า กาแล็กซี่นี้แปลกไปจากกาแล็กซี่อื่นที่เคยพบมาคือ มีอายุกว่า 6 พันล้านปี ซึ่งปกติแล้วกาแล๊กซี่ที่มีขนาด ลักษณะและอายุเท่านี้ จะไม่สามารถผลิตดวงดาวได้มากขนาดนี้

ที่มา : http://news.mthai.com/world-news/183684.html
____________________
เครดิต :
________________________________
อ้างอิง :
________________________________
วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555
ปริศนานคร เมืองคนรู หรือ เมืองหลี้ภัยต่างดาว
สภาพโดยทั่วไป เมื่อใครเห็น นครโบราณแห่งนี้ ก็คิดว่า อยู่บันดาวอังคาร หรือนอกโลกอย่างแน่นอน
เป็นเมืองของคนรู ขณะที่นัก UFO วิทยา เชื่อว่า ที่นี่เคยเป็นเมืองมนุษย์ต่างดาวมาก่อน...
เมืองคนรุแห่งนี้ ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศ ตุรกี ซึ่งชาวเติร์กหวงแหนมาก ไม่ต้องการให้เป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะกลัวสภาพแวดล้อมเดิมถุกทำลาย
จุดเด่นนครถ้ำคือ การขุดภูเขา หินปูน ทั้งลูกเป็นบ้านใครบ้านมัน อยู่รวมกันเหมือนรังปลวก
ภายในบ้านอุงโมงค์แต่ละหลัง มีห้องหับเหมือนบ้านทั่วไป และมีทางเดินเป็นอุโมงค์ทอดยาวเป็นไมล์
เป็นเสมือนถนนหรือตรอก เพื่อใช้ไปมาหาสู่กัน ซึ่งความเป็นอยู่ของชาวฮิตไทต์ในสัมยโน้น แทบไม่ต้องโผล่ขึ้นมาเผชิญหน้ากับตะวัน อันแรงกล้าเลย
เข้าใจว่านครถ้ำโบราณแห่งนี้ ถูกคนป่า หรือชนเผ่าอื่นๆ บุกรุกมาโจมตีบ่อยครั้ง ชาวเมืองจึงสร้างห้องหับทางลับไว้หลบหนี
ที่พิเศษอย่างยิ่ง มีห้องกับดักเอาวไว้จักการ ผู้บุกรุก ถ้าตกลงไปก็มีหอกกาบไว้เสียบจนตาย
ความเป็นมาและวิถีชนเผ่าและวิถีชนเผ่าฮิตไตท์ ปัจจุบันน้อยมาก นักประวัติสาตร์ศึกษาวิจัยเท่าที่หลักฐานปรากฏอยู่เป็นนครรู ตั้งอยู่กลางทะเลททรายอนาโตเลี่ยน
อย่างไรก็ตามในนครรูแห่งนี้ นักประวัติศาตร์พบว่ามีอาราม หรือเทวาลัย ปรากฏอยู่กว่า 200 ห้อง
ตรงนี้หน้าจะเป็นสถิติบอกว่าชาว
ชาวฮิตไทต์ นับว่าเป็นชนเผ่าแรกของโลก ที่ได้สร้างอารามขึ้นมา เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ความเชื่อของตนเอง
และเป็นไปได้ว่า เมื่อ 5000 ปีก่อน ชาว ฮิตไทต์น่าจะเป็นชนเผ่าที่เจริญรุ่งเรืองมีอารยธรมสูง
แต่น่าแปลว่าปัจจุบันไม่มีใครพบ ชาว ฮิตไทต์เลย ราวกับว่าชาว ฮิตไทต์ มาและก็จากไป
เมื่อได้ทำภาระกิจอะไรบางอย่างเสร็จสิ้น
สิ่งหนึ่งที่ แปลกใจมากที่สุด นอกจาก นอกเขาจะเจาะภูเขาทั้งลูกสร้างนครแล้ว
ยังขุดลุกไปใต้ดิน โดยมีช่อง บ่อน้ำทรงสี่เหลี่ยม ขุดลึกถึง น้ำบาดาล เชื่อใช้สอยในบ้านใต้ดิน

นครรู แคปพาโดเลเซีย กลายเป็นเมืองร้างกลายพันปี ทุกคนที่รู้เรื่องนี้ปิดเป็นความลัก แม้กระทั่งรัฐบาลตุรกี ก็ไม่ค่อยยอมให้นักวิทยาศาตร์ต่างชาติเข้าไปวุ่นวายมากนัก
"มันคล้ายกับอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในความฝันเรา" นักสำรวจ อังดรี ทัคเนอร์ ผู้ทำการสำรวจวิจัยนครแห่งนี้มากว่า 8 ปี กล่าว
"ชาวตุรกีที่รู้สเรื่องนครแห่งนี้... ต่างได้รับการเล่าขานจากบรรพบุษุษว่า ที่นี่เคยเป้น ที่อยู่อยุ่ของมนุษย์ต่างดาวมาก่อน นครแคพาโดเซียเป็นเมืองที่ UFO สร้างขึ้นเป็นที่อยู่ชัวคราวบนโลก"
การขุดเข้าไปในภูเขา เพื่อสร้างเป็นห้องที่อาศัยนั้นไม่ใช่แค่ขุดออกมาธรรมดา แต่ผู้สร้างได้ใช้หินปูนสองชั้น เปลือกนอกเป็นหินภูเขาไฟ สีดำ เรียกว่าบะซอลต์มีความแข็งแกร่ง แต่ภายในบุด้วยหินที่อ่อนนิ่ม
ความพิสดารอีกประการหนึ่ง คือเทคโนโลยีการขุด หากวัดพื้นที่ที่ขุดหินบะซอตท์ ออกมาเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่กว่า 100 ตารางไมล์ ชาวฮิตไทต์ ต้องใช้เทคโนโลยีไม่ต่างจากเทคโนโลยีปัจจุบัน
บางแห่งเป็นห้องโถขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่รวมคนทั้งเมืองได้ บางแห่งเป็นคุกใต้ดิน และบางแห่งเป็นสถานที่พิสดาร ที่รัฐบาลตุรกีไม่ยอมเปิดเผย....
ที่มา :นิตยาสาร แปลทะลุโลก
____________________
เครดิต :
________________________________
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ข้อความจากต่างมิติ - มิติคู่ขนาน, โลกใต้พิภพ, UFO, Yeti(เยติ)
ข้อความสื่อสารทางโทรจิตมาจากท่านเมตาตรอน (Metatron)
ผู้รับการสื่อสาร: Tyberonn
วันที่รับการสื่อสาร: 20 กรกฎาคม 2008
เรื่อง: อาณาจักรใต้พิภพ, อาณาจักรเทวะ และ ปรากฏการณ์ UFO
ตอนที่ 1
เราขอกล่าวคำทักทายด้วยความรัก เราคือเมตตาตรอน (Metatron) ราชาแห่งแสงสว่าง
เราขอต้อนรับพวกคุณทุกคนสู่ข้อความที่มีชีวิตข้อความนี้ และเราขอโอบกอดพวกคุณด้วยความรัก
ตอนนี้พวกคุณคงคิดว่า ดาวเคราะห์ของพวกคุณเป็นรูปทรงกลมทึบตันอยู่ใช่ไหมหละ
แต่ชาวโลกที่รักทั้งหลาย แท้ที่จริงแล้ว ดาวเคราะห์ของพวกคุณมีลักษณะแบนตรงหัวและท้ายต่างหาก
และมันก็มีโพรงอยู่ข้างในมากมายด้วย ซึ่งโพรงเหล่านี้ ก็คือบ้านของผู้ที่พวกคุณเรียกกันว่า
“อารยธรรมที่สาบสูญ” (Lost civilization) ทั้งหลายนั่นเอง
นักธรณีวิทยาได้ประมาณการอายุของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณว่า มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปีมาแล้ว
และพวกเราก็จะบอกคุณว่า นั่นก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่ เมื่อเทียบตามบันทัดฐานของศาสตร์ของพวกคุณ
แต่พวกคุณรู้ไหมว่า เมื่อมองจากมุมมองด้านมิติแล้ว
ดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ ก็คือกลุ่มของดาวเคราะห์โลกจำนวนมากมาย
(conglomerate of many earths) ที่ซ้อนทับกันอยู่
ด้วยความเป็นไปได้ทั้งมวล อย่างเป็นอนันต์
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 2
คำถาม: หลายคนพูดถึงเมืองใต้พิภพ มันมีอยู่จริงหรือไม่ครับ และมันอยู่ที่ไหน?
Metatron: มันมีอยู่จริงๆ และก็มีอยู่นานแล้วด้วย ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น ก็คือรูปธรรมชีวิตคล้ายมนุษย์นี่แหละ
ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในอาณาจักรเลมูเรีย (Lemuria) และที่เคยอยู่ในช่วงสุดท้ายของอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) มาก่อน
พวกเขาได้ค้นพบทางเข้าไปสู่โพรงที่อยู่ภายในโลก ซึ่งภายในโลก มีโพรงขนาดใหญ่เหล่านั้นอยู่มากมาย
ซึ่งครั้งหนึ่งพวกมันเคยถูกเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่มากมาย
รูปธรรมชีวิตที่เป็นผู้เข้าไปอยู่ในโพรงเหล่านั้นเป็นพวกแรก คือผู้ที่มีร่างกายเนื้อกึ่งกายทิพย์
นั่นคือยังมีกายเนื้ออยู่แต่ว่าจะไม่หยาบและทึบตันเหมือนกับของชาวโลกที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลก
เหตุผลที่ชาวเลมูเรียต้องอพยพลงมาอยู่ในโพรงใต้พื้นโลกในตอนแรก ก็เพราะว่าต้องการหลบหนี
จากการก่อกวนของสิ่งที่พวกคุณเรียกว่าไดโนเสาร์ ที่มีอยู่เต็มไปหมดบนพื้นทวีปของพวกเขาในสมัยนั้น
เมื่อพวกเขาค้นพบสถานที่ๆสงบเงียบและสวยงามได้แล้ว พวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่ามันมีดวงอาทิตย์อยู่ภายในโลกด้วย
ซึ่งดวงอาทิตย์ที่ว่านี้จะแผ่แสงสว่างสีฟ้าออกมา และชาวเลมูเรียโบราณ ซึ่งอยู่ในรูปกายกึ่งกายทิพย์ทั้งหลายนี้
ก็ได้พัฒนาวิธีการที่จะมองเห็นได้ภายใต้แสงสว่างนี้ และพวกเขาก็ค้นพบความสวยงามที่น่าอัศจรรย์ภายในโพรงเหล่านี้
ชาวโลกหลายคนเข้าใจว่าชาวเลมูเรียได้ “เลื่อนระดับขึ้น” (Ascend) ไปข้างบนเรียบร้อยแล้ว
แต่ความจริงก็คือ พวกเขา “เลื่อนระดับลง” (descend) เข้ามาอยู่ในใจกลางโลกต่างหาก
แต่ถ้าจะเรียกว่า “พวกเขาเสร็จกิจแล้ว” หรือ “เลื่อนระดับขึ้น” ไปแล้ว ก็น่าใกล้เคียง
มันมีโพรงที่อยู่ภายในโลก ใต้บริเวณรัฐอาริโซน่า, เนวาด้า และแคลิฟอเนีย อยู่หลายสิบโพรงจริงๆ
ซึ่งในจำนวนโพรงเหล่านี้ ก็เคยถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยชาวโลกบนพื้นผิวโลกเมื่ออดีตที่ผ่านมา
หลายๆโพรงอยู่บริเวณใต้แกรนแคนยอน (Grand Canyon), Flagstaff, แอเรีย 51 (Area 51),
และเดดวัลเล่ย์ในแคลิฟอร์เนีย (Death Valley in California)
ชนเผ่าพื้นเมืองที่ว่านั้น ก็ได้แก่ ชนเผ่าโฮบิ (Hopi), นาวาโจ (Navajo), และฮาวาซูไป (Havasupai)
พวกเขายังคงเก็บรักษาตำนานและแน่นอนรวมถึงความรู้ที่ได้จากผู้คนที่อยู่ในถ้ำใต้ดินเหล่านี้เอาไว้อยู่ตราบกระทั่งทุกวันนี้
มาถึงตรงนี้คุณควรจะรู้ไว้ว่า ภายในสิ่งที่เรียกว่า “โลกชั้นใน” (Inner Earth) เหล่านี้
เพราะความที่อยู่ภายใต้พื้นผิวโลก ซึ่งมีความดัน และแรงโน้มถ่วงจากสนามแม่เหล็กสูงกว่าบนพื้นผิวโลก
จึงทำให้มันมีแม่แบบของเวกเตอร์ (vector template) ที่พิเศษและเฉพาะเจาะจง
ที่จะทำให้เกิดสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “มิติคู่ขนาน” (parallel dimensions) ได้มากกว่า
และชัดเจนมากกว่าบนพื้นผิวโลก
เพราะฉะนั้นแล้ว ในความเป็นจริงแล้ว มันจึงมีการซ้อนทับกันอยู่แบบมีศูนย์กลางเดียวกัน ของมิติต่างๆ
อยู่ภายในของดาวเคราะห์โลกอย่างมากมาย
และในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้ มันก็เกิดขึ้นกับทุกแห่งทุกหนในจักรวาลที่พวกคุณรู้จักนั่นแหละ
รวมถึงบนพื้นผิวโลกด้วย แต่เพราะว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและความหนาแน่นของความดัน
ที่พวกเราได้สร้างให้ไว้กับดาวเคราะห์โลก ทำให้ปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้ชัดเจนน้อยกว่า
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 3
พวกเราอยากจะบอกว่า ภายในลูกโลก โครงสร้างด้านพลังงานภายในชั้นแมนเทิล (mantles)
จะมีความสำคัญมากกว่าบนพื้นผิวโลก และมันก็ทำให้มีจำนวนมิติมากกว่าเกิดขึ้น
รวมถึงทำให้มีพลังงานชีวิตมากกว่า, มีพลังงานอีเทอเรี่ยม (etherium) เข้มข้นมากกว่าด้วย
ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆให้พอเข้าใจแล้ว มันก็น่าจะเหมือนกับการรับคลื่นสัญญาณโทรทัศน์
ด้วยเสาอากาศ กับการรับคลื่นสัญญาณจากเคเบิล หรือ จากดาวเทียมนั่นเอง
บนพื้นผิวโลกจะเปรียบได้กับการรับคลื่นสัญญาณด้วยเสาอากาศธรรมดา ส่วนภายในลูกโลก
จะเปรียบเหมือนกับการรับคลื่นสัญญาณจากดาวเทียม เพราะฉะนั้น ภายในลูกโลก
จำนวนช่องสัญญาณก็จะมีมากกว่า และความคมชัดของสัญญาณก็ยิ่งมีมากกว่าด้วย
แต่ในกรณีของเรา พวกเรากำลังพูดถึงเรื่อง “มิติคู่ขนาน” อยู่แทนที่จะเป็นเรื่อง “ช่องสัญญาณโทรทัศน์” ก็เท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีมิติต่างๆที่อยู่ขนานกัน และซ้อนทับกันอยู่จำนวนมากมาย ซึ่งมิติคู่ขนานเหล่านี้ จะอยู่แยกออกจากกัน
ทำให้มีรูปธรรมชีวิตที่อยู่ต่างมิติกัน อาศัยอยู่ในนั้นได้โดยไม่มีผลกระทบต่อกัน
มันก็เหมือนกับโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว แต่สามารถรับช่องสัญญาณได้หลายๆช่องนั่นแหละ
ดังนั้น ระนาบต่างๆของมิติคู่ขนานจึงสามารถอยู่ด้วยกันได้ ในโลกใบเดียวกัน
ในความเป็นจริงแล้ว มีรูปธรรมชีวิตจากนอกโลกเป็นจำนวนมาก ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ภายในโลกใบนี้
และที่พวกเขาก็สามารถอาศัยอยู่ในลูกโลกได้ ก็เพราะอาศัยโครงสร้างของความถี่ที่ขนานกันดังกล่าวไปแล้วนั่นเอง
ซึ่งอาจจะเรียกมันว่า “โฮโลแกรมมิก” (Hologramic) ก็ได้ ทีนี้คุณเข้าใจหรือยัง ?
ดังนั้น มันจึงมีรูปธรรมชีวิตมากมายที่อาศัยอยู่ในใจกลางของดาวเคราะห์โลกในนี้
ซึ่งหลายๆเผ่าพันธุ์ ก็ได้มาอยู่ที่นี่นานกว่ามนุษย์โลกเสียอีก และหลายๆเผ่าพันธุ์ก็คิดว่าพวกเขาเป็นผู้ครองโลกนี้อยู่
เหมือนอย่างที่พวกคุณเองคิดว่า เผ่าพันธุ์ของตัวเองกำลังครองโลกนี้อยู่อย่างนั้นเลยแหละ
และในความเป็นจริงแล้ว เผ่าพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์โลกมากที่สุดก็คือ ชนเผ่าของอาณาจักรเลมูเรียโบราณ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 4
คำถาม: รูปธรรมชีวิตเหล่านั้นพวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน และพวกเขาชอบอะไรครับ?
Metatron: ความจริงแล้ว รูปธรรมชีวิตชาวเลมูเรีย พวกเขามีวิวัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ
ก้าวไกลไปมากกว่าพวกคุณในขณะนี้มากมายนัก ก็อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า ร่างกายของพวกเขา
มีความหนาแน่นน้อยกว่าพวกคุณ แต่ก็ยังเป็นกายเนื้ออยู่เหมือนกับพวกคุณนี่แหละ
ผิวหนังของพวกเขาได้เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว หรือบางคนก็เป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน เพราะว่าน้ำที่พวกเขาใช้ดื่ม
อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากกว่าของพวกคุณ และมีความเข้มข้นของสารประกอบออกไซด์ของทองแดง
และของโลหะอื่นๆมากกว่าด้วย
รูปธรรมชีวิตเหล่านี้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข, ไม่มีศาสนาอื่นใดนอกจากความรักจากแหล่งกำเนิด
(Love of Source) และพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ความสงบเงียบอันยิ่งใหญ่”(great tranquility)
พวกเขาค่อนข้างที่จะตระหนักรู้ถึงความมีตัวตนอยู่ของพวกคุณ
แต่พวกเขาไม่อยากที่จะมาสุงสิงด้วย
คุณอาจจะถามว่า ทำไมหละ?
ก็เพราะว่ามันมีหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ
พวกเขารู้ว่าธรรมชาติของพวกคุณ คือชอบความรุนแรง
และรู้ว่าพวกคุณขี้กลัว และด้อยพัฒนาด้านจิตสำนึกมวลรวม
พวกเขารู้ว่าร่างกายของพวกคุณเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งโรคภัยบางชนิดอาจจะติดต่อไปถึงพวกเขาได้
และก็ พวกเขาจะทนต่อแสงอาทิตย์ของพวกคุณไม่ค่อยได้
พูดอย่างนี้ดีกว่าว่า พวกเขาได้วิวัฒน์ไปในทิศทางที่พิเศษเฉพาะของตนเอง
และตอนนี้พวกเขาก็ใกล้จะบรรลุจุดหมายปลายทางระดับนั้นแล้ว
ร่างกายของพวกเขาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังแม่เหล็กคริสตัลชนิดหนึ่ง (Crystalline magnetic force)
ซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่อยู่ใจกลางโลกของคุณ ด้วยความสามารถทางจิตที่มากมายของพวกเขา
ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมสนามพลังเหล่านั้น และสามารถปรับพวกมันให้เข้ากับร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเขาได้
แม้ว่าพวกเขาจะยังมีกายเนื้ออยู่ แต่มันก็เป็นกายเนื้อในมิติที่ 4 ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่า
กายเนื้อของพวกคุณเป็นอย่างมาก
พวกเขาหลายคนค่อนข้างจะมีความชำนาญในด้านการหายตัวไปปรากฏอยู่ในอีกที่หนึ่งมาก (Teleportation)
อันที่จริงแล้ว มันก็มีการติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ
ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในใจกลางโลก กับรัฐบาลของพวกคุณนั่นแหละ
แต่ไม่ใช่การรวมเข้าด้วยกัน
พวกเขาได้ส่งข้อความสื่อสารทางโทรจิตมาถึงชาวโลกบนพื้นพิภพบางคน
ให้รู้ว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น
เหมือนอย่างที่พวกเราที่ได้พร่ำบอกกับพวกคุณมาโดยตลอด
ที่พวกเขารู้เรื่องนี้ก็เพราะว่าพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างจากพวกคุณ,
พวกเขาอยู่ในวัฏจักรของเวลาคนละรอบกับพวกคุณ
และพวกเขาก็ใกล้จะไปถึงจุดหมายปลายทางของพวกเขาแล้ว
คุณถามว่าโพรงของพวกเขาอยู่ที่ไหนบ้างใช่ไหม๊ อย่าลืมเรื่องมิติคู่ขนานไปเสียหละ
พวกเราจะตอบคำถามของคุณในแบบที่พวกคุณจะเข้าใจ ว่าส่วนใหญ่แล้ว โพรงเหล่านี้จะอยู่ใต้ดินของส่วนที่เป็นทะเล
แต่ใต้พื้นดินของทุกๆทวีปก็มีโพรงต่างๆเหล่านี้อยู่ด้วย เช่น พื้นที่บริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา
ใต้ภูเขาแห่งรัฐอาแคนซอ (Arkansas) ในมลรัฐนิวเม็กซิโก, อาริโซน่า, ประเทศเม็กซิโก, ประเทศในแถบอเมริกากลาง,
ประเทศเปรู, เกาะอังกฤษ, ทวีปยุโรป, ใต้ภูเขาหิมาลัย, ประเทศชิลี, อาเจนติน่า, โบลิเวีย, บราซิล, ประเทศจีน,
ไซบีเรีย, เกาะกรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, ศรีลังกา,
ใต้พื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีเผ่าพันธุ์บางเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ในโพรงใต้ดินของพวกเขา
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 5
คำถาม: พวกเขาอาศัยอยู่ใต้ดินลึกซักแค่ไหนครับ และบนดาวเคราะห์โลก มันมีทางเข้าไปสู่โพรงเหล่านี้บ้างหรือเปล่าครับ?
Metatron: เราได้บอกไปแล้วว่า ทางเข้าไปสู่โพรงเหล่านี้ อยู่ตรงขั้วโลกทั้งสอง และตามช่องต่างๆที่อยู่บนพื้นผิวโลก
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าพวกเขาอยู่ลึกแค่ไหน เพราะว่าความจริงแล้วพวกเขาอยู่ในมิติคู่ขนาน
ซึ่งมาตรฐานการวัดของพวกคุณมิอาจนำมาใช้ได้ บางชุมชนก็อยู่ใกล้กับพื้นผิวโลกมาก แต่โพรงหลักๆส่วนใหญ่
ถ้าจะพยายามพูดภาษาของพวกคุณหละก็ ก็อาจจะบอกว่าอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของชั้นแมนเทิลประมาณ 20 ไมล์
และบางโพรงก็อยู่ลึกลงไปหลายร้อยไมล์เลยทีเดียว (นักธรณีวิทยาของพวกคุณ อาจจะจินตนาการไม่ออก
เพราะว่าการตีความด้านความดัน และความร้อนของพวกเขา แต่เราขอบอกคุณว่าดินแดนเหล่านี้มีอยู่จริง
และก็มีรูปธรรมชีวิตอาศัยอยู่ในนั้น ในสนามพลังงานเหล่านั้น จำนวนมากมายจริงๆ)
แต่ระยะทางที่กล่าวไปแล้วนั้น เป็นเพียงระยะทางสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับมิติคู่ขนานหลากมิติเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้าไปในดินแดนต่างมิติเหล่านี้ ผ่านทางขั้วโลกของพวกคุณ
หรือผ่านทางทางเข้าใดๆที่อยู่บนพื้นผิวโลกในมิติที่ 3 ของพวกคุณ เพราะว่าดินแดนเหล่านี้
อยู่ในมิติคู่ขนานและอยู่ในกาลเวลา-อวกาศที่แตกต่างจากของพวกคุณ เพราะฉะนั้น ระยะทางจริงจากจุดที่คุณเริ่มเข้าไป
ที่คุณจะวัดได้ ก็อาจจะเป็นเพียงไม่กี่นิ้ว หรืออาจจะเป็นชั่วกาลนานก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังมองมาจากตรงไหน
ศาสตร์ที่สามารถใช้อธิบายแทนถ้อยคำจำนวนนับไม่ถ้วนได้ใกล้เคียงที่สุด ก็คือควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum physics)
แม้ว่าศาสตร์แขนงนี้ เพิ่งจะเป็นที่เข้าใจกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ของพวกคุณก็ตาม
แต่ว่าถ้าจะให้ศาสตร์นี้สามารถถูกแปลความหมายได้อย่างถูกต้องมากกว่านี้ บนระนาบของพวกคุณหละก็
จะต้องเปลี่ยนแบบจำลองนั้นซะใหม่ รวมถึงแบบจำลองด้านเรขาคณิต และด้านคณิตศาสตร์ด้วย
ทางเข้าไปสู่โพรงใต้พื้นโลกเบื้องต้น ก็คือผ่านทางขั้วโลกทั้งสอง เพราะว่าตรงบริเวณดังกล่าวนี้
เป็นจุดเชื่อมต่อด้านควอนตัมระหว่างโลกที่อยู่ในมิติต่างๆของพวกคุณ เพราะว่าตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสองนั้น
มีพลังแม่เหล็กที่แบนราบ จึงทำให้สามารถใช้เป็นทางเข้าสู่โพรงต่างๆของโลกชั้นในได้
พลเรือเอกไบร์ด (Admiral Byrd) เคยเขียนบทความเล่าถึงการบินผ่านบริเวณขั้วโลกของเขาว่า
เขามองเห็นดินแดนที่เขียวชอุ่ม ที่มีแม่น้ำหลายสายอยู่ในนั้น
เราขอบอกคุณว่า นั่นเป็นเพราะว่าเขาได้ผ่านเข้าสู่มิติคู่ขนานในช่วงเวลาสั้นๆ ของโลกชั้นใน
และเขาและคนอื่นๆก็ได้ทำแบบนั้นมาหลายครั้งแล้ว
ตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสอง การส่งผ่านแบบหลากมิติ (dimensional hyper-transport)
สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะพิเศษบางอย่าง การย้ายมิติตรงบริเวณขั้วโลก จะเกิดขึ้นคล้ายๆกับ
การข้ามสนามพลังงานรูปทรงกรวยที่สูงชัน แล้วพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า
กลับมา “แบน” ใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว หรือขนานกับพื้นใหม่อย่างรวดเร็ว
ในความเป็นจริงแล้วนายไบร์ด ได้เข้าไปสู่มิติคู่ขนานจริงๆ
ผู้คนที่อยู่ในโลกชั้นในอาศัยอยู่ในช่องว่างภายในนั้น มีรูปธรรมชีวิตมากมาย และมีหลายเผ่าพันธุ์
ที่อาศัยอยู่ในโลกหลากมิติของพวกคุณ รวมถึงสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “รูปธรรมชีวิตต่างมิติ” ก็ด้วย
ซึ่งอาจจะถือว่าพวกเขาก็เป็นพลเมืองของโลก เช่นเดียวกับพวกคุณก็ได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
พวกเขาส่วนใหญ่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในโลกนี้ก่อนพวกคุณนานมากแล้วก็ตาม
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 6
คำถาม: รูปธรรมชีวิตที่ว่านี้ รวมถึงสิ่งที่พวกเราเรียกว่า “เยติ” (Yeti) และเทวะ (Devic) ด้วยหรือไม่ครับ ?
Metatron: ไม่หรอก เพราะว่า แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีอยู่จริงก็ตาม แต่พวกนี้ไม่ใช่ชาวเลมูเรีย
และก็ไม่ใช่ชาวแอตแลนติสยุคต้นๆที่อพยพเข้ามาอยู่ในโลกชั้นในนี้ด้วย
คำถาม: ท่านจะบอกพวกเราเกี่ยวกับเยติ ได้ไหมครับว่า พวกเขาเหมือนกับสิ่งที่พวกเราเรียกว่า “ไอ้ตีนโต”
หรือ “บิกฟุต” (Bigfoot) หรือเปล่าครับ ?
Metatron: สิ่งมีชีวิตที่พวกคุณเรียกว่าเยติหรือบิ๊กฟุตนั้น เป็นผลงานการทดลองด้านพันธุกรรมเวอร์ชั่นแรกๆบนโลกใบนี้
ตั้งแต่สมัยแอตแลนติสเมื่อประมาณ 200,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงเวลานั้น มันมีการทดลองด้านพันธุกรรมเกิดขึ้นมากมาย
บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็มีภูมิปัญญาเหมือนกัน แต่พันธุกรรมของพวกเขาบกพร่อง พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาจาก
การผสมระหว่าง DNA ของมนุษย์กับของลิงเอ้ป (Ape) พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์
เพื่อเอาไว้ใช้แรงงาน หรืออาจจะเรียกว่า สัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น หรือเรียกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาคล้ายมนุษย์ก็ได้
แต่พวกเขาถูกบังคับให้มีรหัสพันธุกรรมที่จะไปสั่งการให้พื้นที่บางส่วนในสมองของพวกเขาใช้การไม่ได้
พวกเขาคือผู้ที่รอดชีวิตมาจากยุคแอตแลนติส ที่พวกคุณเรียกว่า “ผู้อื่น” (the others) นั่นแหละ
พวกเขาคือส่วนที่หลงเหลือมาจากยุคแอตแลนติส และพวกเขาคือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความใจร้าย
เพื่อเอาไว้ใช้แรงงานในเหมือง, ในฟาร์ม, และในอุตสาหกรรมทำป่าไม้
พื้นที่ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก และพัฒนาการด้านความคิด ได้ถูกทำให้มีความบกพร่อง
ในรหัส DNA ด้วยความตั้งใจ แม้ว่าจิตวิญญาณของพวกเขาจะมาจากแหล่งเดียวกันกับจิตวิญญาณของปลาโลมาก็ตาม
แต่กระนั้น ในร่างกายของพวกเขา ก็ไม่มีพัฒนาการด้านอารมณ์ความรู้สึก หรือวิวัฒนาการด้านสติปัญญา
ไปเกินกว่าขอบเขตที่ถูกจำกัดไว้ให้เลย แม้ว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์” อยู่ด้วยก็ตาม
แต่ว่ามีเพียงความแข็งแรงทางด้านร่างกาย และสัญชาตญาณการอยู่รอดเท่านั้น ที่เหลืออยู่และมีการพัฒนาขึ้น
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไม่ได้อาศัยอยู่ในโพรงภายในโลก แต่พวกเขาอาศัยอยู่ในถ้ำในภูเขาที่ห่างไกล
และอาศัยอยู่ในป่าลึกของพวกคุณ และในที่ลุ่มใกล้แหล่งน้ำ พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่หากินในเวลากลางคืน
และจำนวนของพวกเขาก็กำลังลดลงเรื่อยๆ ซึ่งในสักวันหนึ่งก็จะไม่เหลืออยู่อีก
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความเกรงกลัวต่อมนุษย์มากๆ
และเมื่อพวกเขาวิวัฒน์มากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเศร้าโศกเสียใจและสับสนมากขึ้น
พวกเขาจะคอยแอบมองพวกคุณด้วยความระมัดระวัง
พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือพี่น้องของพวกคุณ
พวกเขาอยากเข้ามาใกล้ชิดกับพวกคุณ แต่ก็มีความวิตกกังวล
และก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้
ร่างกายของพวกเขาได้พัฒนาขึ้นจนมีขนดกปกคลุมทั่วร่างกาย และมีชั้นผิวหนังที่หนาและมีไขมันมาก
เพื่อที่จะสามารถรอดชีวิตอยู่ได้ในพื้นที่ๆมีสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรง และในตอนนี้ พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่
ในช่วงสุดท้ายของยุคของพวกเขาแล้ว จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ต้องการที่จะวิวัฒน์ต่อไปในร่างกาย
ที่มีข้อจำกัดทางพันธุกรรมแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
หากคุณได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้แล้ว
พวกคุณจะรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้าเสียใจ
ที่พวกเขามีอยู่อย่างมากมาย
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 7
คำถาม: ท่านบอกว่าพวกเยติมีแหล่งกำเนิดของจิตวิญญาณเดียวกันกับปลาโลมาอย่างนั้นหรือครับ?
Metatron: ถูกต้อง แต่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนนะว่า จิตวิญญาณของพวกเขามาจากแหล่งเดียวกันกับของปลาโลมา
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นจิตวิญญาณชนิดเดียวกันนะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันห่างไกลกันมาก
คุณเห็นไหม๊ว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีการแสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา และความเฉลียวลาดเหมือนอย่างที่ปลาโลมามีเลย
เพราะว่าร่างกายที่พวกเขาถูกกักขังอยู่นี้ ไม่เอื้ออำนวยที่จะให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้
คุณอาจจะสงสัยว่าจิตวิญญาณแบบไหนกัน ถึงได้เลือกที่จะลงมาเกิดในร่างกายที่เป็นยานพาหนะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้
และคำตอบมันก็คือ มีจิตวิญญาณจำนวนน้อยมากๆ ที่เลือกที่จะทำเช่นนั้น และอีกไม่นานนี้ สปีชีส์ของพวกเขา
ก็จะไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จะสามารถแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ถึงการเอาชีวิตรอดได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม
และแม้ว่าพวกเขาเองจะรักกันก็ตาม แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะถอนตัวจากการเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดนี้แล้ว
และถ้ามนุษย์ยังคงสร้างความแปดเปื้อนให้กับมหาสมุทรอยู่ต่อไป และยังฆ่าปลาวาฬและปลาโลมา
ซึ่งมีพลังงานอันดีงามอยู่ต่อไปอีกหละก็ พี่น้องผู้ประเสริฐทั้งสองชนิดนี้ของพวกคุณ ก็อาจจะขอถอนตัวจากภาระหน้าที่นี้ก็ได้
พวกคุณไม่รู้หรอกว่าปลาวาฬและปลาโลมาทั้งหลาย
ได้แผ่พลังงานแห่งแสงสว่างออกมาสู่มหาสมุทรของพวกคุณมากแค่ไหน
คุณจะแปลกใจไหม๊ หากรู้ว่ามีพวกคุณหลายคนที่เป็นปลาโลมา ทั้งในปัจจุบันและในอดีตที่ผ่านมา
เพราะว่าที่พวกคุณทำเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะเสียสละตัวเอง เพื่อรับใช้ดาวเคราะห์โลกและมวลหมู่มนุษยชาติทั้งหลาย
คุณเห็นไหม๊ว่า การเรียงตัวของโครงข่ายพลังงานของโลก, กระเปาะพลังงานของโลก (power nodes)
และรูขาว (white holes) ทั้งหลายบนดาวเคราะห์ของพวกคุณ ไม่ได้มีอยู่เฉพาะบนพื้นดินแห้งๆเท่านั้น
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่พวกมันจะอยู่บนหรืออยู่ใต้น้ำ ซึ่งปกติปลาโลมา หรือมีบางกรณีที่ปลาวาฬ
จะจัดเรียงพลังงานของพวกเขาให้เข้ากับจุดต่างๆเหล่านี้ เพื่อช่วยให้พลังงานของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณเกิดความสมดุล
สิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “อาณาจักรเทวะ” (Devic Kingdom) นั้น มีรูปแบบของชีวิตที่อยู่ในมหาสมุทรและทะเลสาบ
มากกว่าบนก้อนหิน, บนพื้นดิน และบนดิน
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 8
คำถาม: ท่านบอกว่ามีรูปธรรมชีวิตต่างมิติอาศัยอยู่ในมิติชั้นในของดาวเคราะห์โลกดวงนี้ด้วย
และท่านบอกว่าพวกเขาอยู่ในมิติ “มิติแห่งโฮโลแกรม” (holographic dimension)
มีหลายคนรายงานว่าได้พบเห็นยานบินของพวกเขาด้วย แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าถ้าพวกเขาอยู่ในระนาบอื่นๆ
พวกเขาไม่น่าที่จะถูกพบเห็นหรือถูกรับรู้ได้ง่ายๆ กรุณาอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับว่า
มนุษย์โลกสามารถมองเห็นยานบินของพวกเขาได้หรือไม่?
Metatron: คำถามนี้เป็นคำถามที่ซับซ้อนคำถามหนึ่งเลยทีเดียว ตอนนี้ให้เราอธิบายแบบนี้ดีกว่าว่า
รูปธรรมชีวิตจากมิติอื่น, ระนาบอื่น, กาลเวลาอื่น และโลกอื่น เคยปรากฏตัวให้มนุษย์โลกได้เห็นจริงๆ ทั้งในอดีตและในปัจจุบันนี้
การปรากฏตัวของพวกเขา บางครั้งก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วยความบังเอิญจริงๆ
และในบางครั้ง พวกเขาก็ปรากฏตัวให้มนุษย์โลกได้เห็นด้วยความตั้งใจ
ในกรณีแรก เป็นเพราะว่ามนุษย์โลก บังเอิญหลงผ่านเข้าไปในม่านกาลเวลา ซึ่งกั้นระหว่างสนามพลังของปัจจุบัน, อดีต
และอนาคตของพวกคุณ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่ารูปธรรมต่างมิติเหล่านี้หลงเข้ามาอยู่ในม่านแห่งคลื่นความถี่ที่กั้นอยู่ระหว่างมิติหนึ่ง
หรือระนาบหนึ่งกับอีกระนาบหนึ่งโดยบังเอิญ
ซึ่งปกติแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะสามารถถูกมองเห็นได้จากระนาบของพวกคุณ
เช่นเดียวกับที่เมื่อพวกคุณบางคนหลงเข้าไปในอดีต หรือคล้ายอดีตแล้ว ผู้คนในยุคนั้นก็จะสามารถมองเห็นพวกคุณได้เช่นเดียวกัน
ส่วนในกรณีที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเช่นนี้ เกิดขึ้นจากการกระตุ้น
ให้ความตระหนักรู้ของจิตใต้สำนึกขยายตัวไปสู่จิตสำนึกในทันทีทันใด แล้วจิตสำนึกก็จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว
โดยการส่งผ่านความตระหนักรู้ดังกล่าว ให้เข้าไปสู่ลำดับชั้นของกาลเวลาที่แตกต่างกัน
มันถูกสร้างขึ้นมาจากใจกลางหลากมิติของมิตินั้นๆโดยตรง และมันคือการพิสูจน์อะไรบางอย่างของพวกเขา
แม้ว่ามันค่อนข้างจะไปรบกวนผู้ที่พบเห็นมันในเวลานั้นอยู่บ้างก็ตาม
ซึ่งเขตแดนของมิติ และแบบจำลองเหล่านั้นทั้งหมด ปกติจะมีไว้สำหรับการฝึกฝนเท่านั้น
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 9
คุณรู้ไหมว่า ในแต่ละมิติ ต่างก็มีวิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาฟิสิกส์เป็นของตนเองที่ไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกันกับที่มันมีสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ และฟิสิกส์ที่แตกต่างกันมากมาย บนโลกมนุษย์ในมิตินี้นั่นแหละ
ศาสตร์ทั้งหลายที่อาจจะนำไปสู่หลักการที่แตกต่างกันอย่างมาก ถูกพวกคุณมองข้ามไปซะเป็นส่วนใหญ่
เช่น มันมีสาขาวิชาใหม่ของฟิสิกส์สาขาหนึ่ง ที่เปิดเผยความจริงมากมายเกี่ยวกับการขนย้าย (Transport),
การเปลี่ยนรูป (Transmutation), และการเคลื่อนไหว (Locomotion)
ได้มากกว่าวิทยาศาสตร์ที่พวกคุณยอมรับและเข้าใจ หรืออยากจะเข้าใจกันอยู่นี่ซะอีก
และหากมนุษย์โลกได้ฝึกจิตจนมีจิตที่ละเอียดอ่อนมากพอ จนสามารถค้นพบกฎต่างๆของเทคโนโลยีจากนอกโลกได้แล้ว
ความรู้ของพวกคุณ, วิธีการ และผลลัพธ์ของระบบขนส่งของพวกคุณก็คงจะแตกต่างและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างมาก
นั่นเป็นเพราะว่า พวกคุณมัวแต่หมกมุ่นก็แต่กับเรื่องภายนอก
และไม่สนใจใยดีกับ “ศักยภาพภายใน” ของตนเอง
ที่อยู่ใน “จิตสำนึกอันศักดิ์สิทธิ์” เลย
เวลานี้ เมื่อมนุษย์โลกตัดสินใจที่จะทุ่มเทการศึกษาให้กับศาสตร์ที่เรียกว่า
“วิทยาศาสตร์การขนถ่าย และการอยู่ใน 2 สถานที่พร้อมกัน” (Science of Transportation and Bi-location) แล้ว
และแน่นอนว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความละเอียดอย่างมาก และมีกฎมากมาย ที่สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริงๆ
เพราะฉะนั้น การเข้าไปเยี่ยมเยือนมิติคู่ขนานและเวกเตอร์อื่นๆ ที่อยู่ภายในกาลเวลาและอวกาศ
ก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีความบังเอิญน้อยลง และจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือการวางแผนแทน
เมื่อใดที่มนุษย์สามารถเรียนรู้และควบคุม “ฟิสิกส์แห่งจิต”
(mental physics) ได้แล้ว
เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะสามารถปลดปล่อยตัวเอง
ให้เป็นอิสระจากการติดอยู่ในตัวคัดกรองของมายาการ
(filtering illusion) และเครื่องพรางแห่งความเป็นทวิภาวะ
(duality camouflage) ของโลกในมิติทางกายภาพนี้ได้อย่างกว้างขวาง
จริงๆแล้วพวกคุณเพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่าทำไม “เมอร์ขะบะห์” (Merkabah) และ “เมอร์ขิวะห์”(Merkivah)
เมื่อถูกปรับจูนโดยจิตให้เข้ากับสนามคริสตัล (crystalline field) แล้ว จึงสามารถปลดล็อคกุญแจนี้ได้
นี่คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะกลายเป็นสิ่งที่พวกคุณจะต้องปรับปรุงใหม่ เพราะว่าโครงข่ายทั้ง 144 เส้น
และเครือข่ายของพลังงานคริสตัล (crystalline energy) จะทำให้พวกคุณบางคนพยายามทุ่มเทความสนใจ
ไปในศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์นี้
คุณเห็นไหม๊ว่าศาสตร์ทุกศาสตร์ จะต้องมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” (divine)
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ระบบการศึกษาหลักในปัจจุบันของพวกคุณ
ละเลยอย่างสิ้นเชิงมาโดยตลอด
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 10
เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับไปที่คำถามและหัวข้อเรื่องกันดีกว่า จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่า
ชาวโลกที่บอกว่าตนเองพบเห็นยานบินจากนอกโลก หรือพบเห็นสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “จานบิน” นั้น
ไม่ได้หมายความว่าจานบินเหล่านั้นอยู่ที่นั่นจริงๆเลย แม้ว่าจะมีหลายคนมากที่อ้างว่าได้เห็นมากับตาตัวเองจริงๆก็ตาม
แต่ก็มีบ้างที่มีจานบินอยู่ตรงนั้นจริงๆ แต่ก็น้อยมากๆ และผู้ที่พบเห็นยานบินเหล่านั้น
ส่วนใหญ่แล้วจะมองเห็นด้วยความตระหนักรู้แบบพิเศษมากกว่า ไม่ได้มองเห็นด้วยตาเนื้อธรรมดา เพราะว่าความจริงก็คือ ยานบินส่วนใหญ่ที่กำลังท่องไปในสนามพลังของมิติคู่ขนานมิติใดมิติหนึ่ง
จะมีเกราะป้องกันไม่ให้พวกคุณมองเห็นได้ โดยอาศัยคลื่นความถี่ของมิตินั้นๆจริงๆ เป็นเครื่องพรางกั้น
เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องบอกว่า
ส่วนใหญ่แล้วยานบินเหล่านั้นไม่ได้อยู่ และไม่สามารถอยู่ที่นั่น
ในมิติของพวกคุณจริงๆได้ แต่ที่พวกมันถูกพบเห็น
ในกรณีที่เป็นการพบเห็นจริงๆ มันคือภาพสะท้อนของพวกมัน
มันคือภาพสะท้อนทางพลังงานของพวกมัน ที่เข้าไปปรากฏอยู่ในมิติของพวกคุณ
เพราะว่าพลังงานของพวกมันได้เข้าไปสู่สเปกตรัมของมิติของโลก
ในชั่วขณะที่เกิดการล่าช้าจากความเร็วของแสง
และชั้นต่างๆของรูหนอนในอวกาศ (space-hole folds)
อะตอม, พลาสมา และโมเลกุลต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็น “ยานบิน” นั้นๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากรูปแบบทางกายภาพ
ที่มีพันธะยึดเหนี่ยวทางโครงสร้าง และมีการเรียงตัวทางกายภาพ สอดคล้องกับธรรมชาติ
และรูปแบบของมิติของพวกมันเองโดยเฉพาะ
ทีนี้ ถ้ายานบินลำใดบินเข้ามาสู่ระนาบของพวกคุณ การบิดเบือนอย่างรุนแรง ก็จะเกิดขึ้น
ซึ่งจะทำให้โครงสร้างที่แท้จริงของมันมากก็จะตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ระหว่างการเปลี่ยนรูปแบบตัวมันเอง
ไปเป็นวัสดุที่มีอยู่ในมิติของพวกคุณโดยสมบูรณ์แบบ กับการพยายามรักษารูปแบบดั้งเดิมของตัวมันเองไว้
ชาวโลกที่พบเห็นยานบินดังกล่าวนั้น เพราะพยายามที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองพบเห็น
ให้เข้ากับระบบความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องจักรวาลของพวกเขาเอง
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งที่ชาวโลกผู้ที่เชื่อว่าพวกเขาได้พบเห็นยานบิน ก็คือ
พวกเขามองเห็นยานบินรูปร่างแปลกๆ และพร่ามัว เหมือนกำลังอยู่ในแสงสว่างที่กำลังหมุนอยู่
แต่ว่าความจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย ยานบินจะรักษาสภาพโครงสร้างเดิมของมันเอาไว้ เท่าที่มันจะทำได้
และเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของมันเอง ในส่วนที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับกฎของระนาบแห่งมิติใหม่นั้นๆได้
เพราะว่าชาวโลกเมื่อได้เห็นภาพเดียวกันนี้แล้ว ก็แปรความหมายเอาเองตามความเชื่อและภูมิปัญญาของตนเอง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเขารายงานเกี่ยวกับรูปร่าง, ขนาด และสีของมัน จึงผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงไปมาก
มีน้อยครั้งที่ยานบินถูกพบเห็นในมุมที่ถูกต้อง ตรงกับที่มันถูกสร้างมา ตามที่ปรากฏอยู่ในมิติของมันเองจริงๆ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 11
ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจริงเหลือเกินสำหรับพวกคุณ อย่างมากมันก็เป็นแค่ภาพที่บิดเบือนเท่านั้นเอง
ยานบินส่วนมาก มาจากมิติและระนาบที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าพวกคุณมากมายนัก
ยานบินที่พวกคุณพบเห็น แม้แต่ที่เป็นภาพที่บิดเบือนนั้นก็ตาม ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาจากสิ่งที่พวกเราเรียกว่า
“ระนาบที่สูงกว่าของความคิดที่บริสุทธิ์” หรือ “ระนาบแห่งจิตสำนึก-วิทยาศาสตร์” เลย
เพราะฉะนั้น ภาพสะท้อนจากคุณสมบัติบางอย่างของเครื่องพราง บางครั้งจึงดูเหมือนว่าสามารถมองเห็นได้
ยานบินเหล่านี้ ที่ตั้งใจเดินทางมาที่มิติของพวกคุณ จะมาอยู่เพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
เพราะว่ายานพาหนะจากอวกาศชั้นในเหล่านี้ ไม่สามารถอยู่ในระนาบของพวกคุณได้นานๆ
เพราะว่ามันมีเรียงตึงเครียดมหาศาลเกิดขึ้น ที่จะไปบีบอัดความแข็งแกร่งของโครงสร้างของยานบินเข้า
และแรงบีบอัดเหล่านี้ก็สามารถทำให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาลขึ้น จนสามารถทำให้ยานบินเหล่านั้นสลายตัวไปในอากาศ
ภายในระยะเวลาไม่นาน ได้เลยทีเดียว
การจะทำให้โครงสร้างของยานบินเปลี่ยนรูปแบบกลายเป็นวัตถุธาตุทางกายภาพ เพื่อให้เข้ากันได้กับกฎทางฟิสิกส์ของพวกคุณ
ซึ่งอยู่ต่างมิติกันแบบนี้ จำเป็นจะต้องได้รับการฝึกฝน และในเวลานี้ จึงไม่มียานบินใดๆที่สามารถอยู่ได้ในมิติของพวกคุณ
โดยไม่มีขีดจำกัดด้านเวลาเลย
เปรียบเทียบคร่าวๆก็จะเหมือนกับ การที่เรือดำน้ำของพวกคุณ ถ้าลงไปลึกเกินระดับลึกสุดที่มันสามารถจะลงไปได้แล้ว
มันก็จะประคองตัวเองไว้ไม่ให้ได้รับความเสียหายได้อย่างยากลำบาก และในไม่ช้ามันก็จะได้รับความเสียหาย
จากความดันที่สูงเกินจะทนรับได้ในที่สุด คุณเข้าใจไหม๊?
ดังนั้น รูปร่างของยานบินที่พวกคุณเห็น มันจึงเป็นรูปร่างลวงตา ที่บิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริงของมัน
มีหลายครั้งที่ชาวโลกรายงานว่าพบเห็นยานบินรูปทรงซิการ์ หรือยาวๆเหมือนบุหรี่ซิการ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
นั่นก็เป็นการมองเห็นที่บิดเบือนเหมือนกัน และมันก็ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์อะไรกับรูปร่างที่แท้จริงของมัน
ที่ถูกถูกออกแบบมาอย่างสลับซับซ้อน และถูกมองเห็นในมิติบ้านเกิดของมันเองเลยแม้แต่น้อย
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 12
เราอยากจะบอกพวกคุณว่า มีชาวโลกหลายคนที่เชื่อเหลือเกินว่าการพบเห็นจานบินของพวกเขาเป็นเรื่องจริง
แม้ว่ามันจะมาจากภาพที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองบ่อยๆก็ตาม
ตอนพวกคุณเป็นเด็ก มีพวกคุณกี่คนที่เคยเห็นซานตา คลอส อยู่บนท้องฟ้า นั่งอยู่บนรถเลื่อนที่ถูกลากด้วยกวางเรนเดียร์จริงๆบ้าง
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ซานตา คลอส ของพวกคุณ ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ และมีความตระหนักรู้อยู่จริงๆซะด้วย
เพราะว่าพวกคุณได้ป้อนอาหารให้แก่ “สิ่งมีชีวิตในรูปแบบความคิด” (thought form life) ของพวกคุณ
ผ่านทางระบบความเชื่อของพวกคุณเองอยู่เสมอ
และอันที่จริงแล้ว “ตัวละคร” มากมายจากนวนิยายของพวกคุณ ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ และมีการตระหนักรู้อยู่จริงๆด้วยเช่นกัน
แต่อยู่ในรูปแบบของความคิดหรือจิต ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกระแสจิตของผู้คนจำนวนมาก
คุณจะเห็นว่าพวกคุณมีความคิดสร้างสรรค์กันมากแค่ไหน เพราะว่าโดยแท้จริงแล้ว มันเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง
ของ “วิทยาศาสตร์ทางจิต” (Mental Science) ของพวกคุณเอง ที่ทำให้มันสัมฤทธิผล และสำแดงตัวตนออกมาได้
เพราะระบบความเชื่อของพวกคุณ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 13
แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกจะมีเพียงที่อยู่ในมิติต่างๆเท่านั้น
เพราะว่ามันมีรูปธรรมชีวิตมากมายดาษดื่นอยู่ในเอกภพเต็มไปหมด และอันที่จริงแล้ว
มันก็มีอีกมากมายที่อยู่ภายใน และอยู่บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นบรรพบุรุษของพวกคุณเอง ที่กำลังทำงานร่วมกับพวกคุณ
ในกระบวนการเลื่อนระดับขึ้น (ascension) และกระบวนการพัฒนาโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้
ซึ่งในบรรดารูปธรรมที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเหล่านี้ กลุ่มที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด
ก็คือชาวกลุ่มดาวลูกไก่ (Pleades), ชาวกลุ่มดาวซีรีอุส A และ B (Sirius A and B),
ชาวกลุ่มดาวแอนโดรมีด้า (Andromeda) และชาวกลุ่มดาวอาร์คทูริอุส (Arcturius)
อันที่จริงแล้ว พวกคุณหลายคน เคยอยู่ในยุคแอตแลนติสมาก่อน เหมือนๆกับรูปธรรมชีวิตเหล่านี้แหละ
และพวกคุณก็เคยอยู่ร่วมกันกับพวกเขาด้วย แต่อยู่ในมิติคู่ขนานกัน แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม
อย่างที่เราได้บอกท่านไปแล้วก่อนหน้านี้
ความจริงแล้ว รูปธรรมชีวิตเหล่านี้ สามารถดำรงอยู่ในรูปกายเนื้อได้บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
และพวกเขาก็ได้ทำเช่นนั้นมาแล้วเป็นเวลานานแสนนาน แต่นี่ก็ไม่บ่อยเท่ากับการเปลี่ยนรูปแบบ
โดยใช้วิทยาศาสตร์ทางจิต หรือการควบคุมอำนาจจิต
ยานอวกาศของพวกเขา ไม่มาปรากฏในมิติของพวกคุณอย่างที่พวกคุณหลายคนจินตนาการไว้
เพราะความจริงแล้วรูปธรรมชีวิตเหล่านี้ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีประตูมิติหรือสตาร์เกต (Stargate)
เพื่อช่วยให้พวกเขามาปรากฏตัวที่มิติของพวกคุณได้ ซึ่งมันก็คล้ายๆกับ “การบีม” (beaming)
ในหนังเรื่องสตาร์เทร็ก (Star-Trek) ของพวกคุณนั่นแหละ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 14
ตอนนี้ ระนาบระหว่างมิติต่างๆ แห่งโลกหลากมิติ สามารถรวมกัน และก็ได้รวมเข้าด้วยกันแล้วในดาวเคราะห์หลายดวง
เหมือนกันกับบนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ และบ่อยครั้งที่พวกเขา ไม่ตระหนักรู้ หรือรู้สึกถึง
รูปธรรมชีวิตที่อยู่ในระนาบอื่นๆที่อยู่บนดาวดวงเดียวกันนั้นเลย
คุณรู้ไหมว่า ระนาบของมิติคู่ขนาน บ่อยครั้งที่จะมีลักษณะโฮโลแกรม (hologramic) โดยธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องอาศัย “พื้นที่ว่าง” ในการดำรงอยู่เลย
พวกมันไม่ใช่สถานที่จริงๆในนิยาม หรือ หลักการเกี่ยวกับ “สถานที่” ของพวกคุณ
ระนาบโฮโลแกรมคู่ขนานใดๆ อาจจะเป็นภพภูมิแห่งจิต ที่แทรกอยู่ในกาลเวลาใดกาลเวลาหนึ่งก็ได้
หรือมันอาจจะเป็นภพภูมิพิเศษเฉพาะที่อยู่อย่างเดี่ยวๆก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความมีอยู่ของมัน
ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด
ความจริงแล้วงานศิลปะของคริสโต (Christo Vladimirov Javacheff) จำนวนมากมาย
ก็เป็นการสอดแทรกโฮโลแกรมเข้าไปอย่างตั้งใจแบบนั้นเหมือนกัน การสอดแทรกโฮโลแกรม
อาจจะดำรงอยู่ในแค่ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็หายไป เพราะว่ามันไม่ใช่ “สถานที่” ที่แท้จริงในเอกภพ
การสอดแทรกโฮโลแกรมใดๆ จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รูปธรรมชีวิตทั้งหลาย
ใช้เติมเต็มอารมณ์และเติมเต็มบทเรียน ในระดับต่างๆกัน
มนุษย์โลกมักจะไม่รู้ว่า “อารมณ์ความรู้สึก” และ “จินตนาการ” มีความสำคัญและให้ผลลัพธ์ออกมาได้มากแค่ไหน
ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในวิทยาศาสตร์ทางจิต (Mental science) เลยทีเดียว
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว สภาวะของอารมณ์ และสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “จินตนาการ”
หรือความคิดเพ้อฝันนั้น มันคือ “ระนาบแห่งมิติ” และความจริงแล้ว ระนาบแห่งมิติหนึ่งๆ
ก็มีความคล้ายคลึงกันกับสภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั่นเอง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแบบนี้แล้ว
มันจะเหมาะสมและสมเหตุสมผลมากกว่าการที่จะไปเปรียบเทียบระหว่าง “ระนาบ” กับ “สถานที่” ซะอีก
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 15
ตอนนี้ ชาวกลุ่มดาวลูกไก่ และดาวซีรีอุส ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ DNA ของพวกคุณ
กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดอยู่กับมนุษย์โลก และหากจะพูดตามภาษาของพวกคุณ ที่เข้าใจว่าเวลาเป็นเส้นตรงแล้ว
ก็น่าจะพูดได้ว่า รูปธรรมชีวิตผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเหล่านี้ เคยทำงานกับพวกคุณมาแล้ว
ทั้งในอดีต, ปัจจุบัน และในอนาคต
พวกเขาพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะช่วยให้มนุษย์โลก ได้ "อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของตนเอง" กลับคืนมา
รูปธรรมชีวิตเหล่านี้ทำงานกับสนามแรงโน้มถ่วง, ระบบโครงข่ายแม่เหล็ก,
ระบบการหมุนเวียนของกระแสลมและกระแสน้ำ และระบบทางเข้าออกของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอัพเกรดประตูมิติของโลกที่กำลังมีการปรับปรุงกันใหม่อยู่ในขณะนี้
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงได้พัฒนาวิธีการที่จะให้สามารถอยู่ร่วมกันกับพวกคุณให้ได้ในระดับหนึ่ง
และเพื่อที่จะให้สามารถปรากกกายของตนเองให้สามารถอาศัยอยู่ภายในและอยู่บนโลกของพวกคุณได้
พวกเขามักจะสร้างรูปวงกลมที่บรรจุรหัสของข้อความบางอย่างเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือพวกคุณในด้านต่างๆมากมาย
ซึ่งส่วนหนึ่งของวงกลมที่ว่านี้ก็คือ “วงกลมปริศนาแห่งท้องทุ่ง” (Crop circle) นั่นเอง
วงกลมปริศนาเหล่านี้ถูกส่งออกมา โดยเริ่มแรกจะออกมาในรูปของกระแสจิตแห่งแสงสว่างที่เข้มข้นก่อน
จากนั้นก็จะไปรวมเข้ากับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของโลก เพื่อสร้างให้เกิดรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ตามที่ได้ตั้งโปรแกรมเอาไว้
วงกลมปริศนาเหล่านี้ มีพลังงานไฟฟ้าสูงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นชาวโลกที่เคยเข้าไปนั่งในวงกลมปริศนา
ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆนี้ จึงสามารถยืนยันถึงความแรงของพลังงานที่มีอยู่ในนั้นได้
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 16 - จบครับ
กล่าวปิดท้าย
เราจะขอกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้พวกคุณว่า ทุกสรรพชีวิตล้วนเกิดมาจากแสงสว่างทั้งสิ้น
และแสงสว่างที่ว่านั้น ก็กำเนิดมาจาก “จิตสำนึก” หรือ “สติสัมปชัญญะ” (consciousness)
ซึ่งนั่นก็คือจาก “ความคิด!” นั่นเอง
ภารกิจของพวกคุณบนดาวเคราะห์โลกใบนี้ คือการมาเรียนรู้ถึงความเป็นทวิภาวะ
(Duality – หมายถึงการมีทั้งดี-ทั้งชั่วในคนๆเดียวกัน และอื่นๆที่เป็นคู่ตรงข้ามกันแบบนี้ – ผู้แปล)
เพื่อที่จะมาเรียนรู้, มาพัฒนา และมาค้นหาแสงสว่างให้เจอ วัตถุประสงค์ของพวกคุณ ก็คือการมาเผชิญชีวิต
และเพื่อมาแสวงหาความเข้าใจ
เพื่อที่จะมาทำให้ความลึกลับของชีวิตเปิดเผยตัวออกมา พวกคุณจะพบว่า
ความรักคือความสั่นสะเทือนแห่งการสรรสร้างของทุกสิ่งทุกอย่าง และพวกคุณจะพบว่า
การแสวงหาความรู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่แท้จริงเท่านั้น คือกุญแจสำคัญแห่งการพัฒนา…
...เราได้บอกคุณไปแล้วว่าความรักคือกุญแจ ความรักคือภาษาแห่งแสงสว่างอย่างหนึ่ง
และมันก็อยู่ในรูปแบบต่างๆมากมาย พวกเราได้บอกคุณไปแล้วว่า “ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข”
(Unconditional Love) คือรูปแบบที่สูงสุดของความรัก ซึ่งในมิติที่ 3 ของพวกคุณ ไม่อาจจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้
แม้ว่ามันจะสามารถจินตนาการถึงได้ แต่ว่าก็จะไม่สามารถประจักษ์แจ้งจริงๆได้ในมิติที่ 3
แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขนี้ ไม่มีอยู่สำหรับพวกคุณ หรือว่าจะไม่สามารถเข้าถึงมันได้
หากว่ายังอยู่บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ เพราะว่าจริงๆแล้วมันก็มีอยู่ เพียงแต่ว่ามันอยู่ในมิติที่ 5 ขึ้นไปเท่านั้นเอง
ประเด็นนี้อาจจะทำให้พวกคุณงง เพราะว่าพวกคุณคิดว่า พวกคุณก็ได้ประจักษ์กับความรักแบบไม่มีเงื่อนไข
มาบ้างแล้วเหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ถูกต้อง เพราะว่าพวกคุณได้ประจักษ์แล้วจริงๆ พวกคุณสามารถทำได้
และก็ทำได้จริงๆซะด้วย แต่ที่ทำได้นั้นหนะ ไม่ใช่ตอนที่พวกคุณกำลังอยู่ในทวิภาวะแห่งมิติที่ 3 นี้หรอกนะ
เพราะว่ามิติที่ 3 นี้ มันเป็นมิติแห่งความมีเงื่อนไข และมันก็ถูกโปรแกรมเอาไว้อย่างลึกซึ้ง
และถูกออกแบบมาให้มีความเป็นขั้วที่สลับซับซ้อนมากๆ
ในมิติที่ 3 นี้ ความรักมันก็มีขั้วตรงข้ามเป็นของมันเองด้วย เช่นเดียวกันกับแสงสว่าง
และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในสเปกตรัมของแม่เหล็กไฟฟ้า
ในมิติที่ 3 นี้ ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข มันจะถูกรับรู้ได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ในสนามพลังแห่งจุดศูนย์ (Zero Point Field) เท่านั้น
ซึ่ง ณ. สภาวะนั้น มันจะปราศจากความเป็นขั้ว สนามพลังแห่งจุดศูนย์นี้ ไม่ใช่ทวิภาวะอย่างหนึ่ง และก็ไม่มีความเป็นขั้วด้วย
แบบแผนของมิติที่ต่ำที่สุด ที่จะสามารถรับรู้ถึงคุณสมบัติของความรักแบบไม่มีเงื่อนไขได้ ก็คือมิติที่ 5
และที่มิติที่ 5 นี่เอง ที่พวกคุณรับรู้มันได้ ตามที่กล่าวไปแล้วนั้น คุณเข้าใจไหม๊?
ชาวโลกที่รักทั้งหลาย ในขณะที่พวกคุณกำลังเจริญเติบโตอยู่นี้ พวกเราอยากจะบอกคุณว่า ในมิติที่สูงๆกว่านั้น
แท้ที่จริงแล้ว พวกคุณได้ตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงความสลับซับซ้อนของตัวตนทั้งหมดของพวกคุณเอง
ที่มีจำนวนนับพันๆ ที่แผ่ขยายออกมาจากวิญญาณของพวกคุณเองเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งความตระหนักรู้ผ่านทางตัวตนเหล่านี้เองที่พวกคุณเรียกว่า “จิตใต้สำนึก” (Subconscious mind)
ซึ่งมันคือประกายหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (spark of God) และพวกคุณทุกคนก็สามารถเข้าถึงมันได้
ด้วยวิธีการทำจิตสำนึกให้สงบนิ่ง (quieting the conscious mind) ด้วยการลงมือปฏิบัติ!
ด้วยความพากเพียรพยายาม! ด้วยการเข้าให้ถึงสภาวะที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวนั้น มันเป็นความฝันที่สวยงาม
และมันก็สลับซับซ้อนพอๆกับ “ลูกบาศก์ 12 มิติแห่งเมตาตรอน” (Metatron’s 12 dimensional cube)
จงทำความลึกลับให้กระจ่างเถิด !
เราคือเมตาตรอน และพวกคุณคือผู้ที่เรารัก
...และมันก็เป็นเช่นนี้เอง....
ที่มา : http://spiritlibrary.com/earth-keeper/earth-keeper-chronicles/inner-earth-devic-kingdom-ufo-phenomena
____________________
เครดิต : Chayutt
http://board.palungjit.com________________________________
ผู้รับการสื่อสาร: Tyberonn
วันที่รับการสื่อสาร: 20 กรกฎาคม 2008
เรื่อง: อาณาจักรใต้พิภพ, อาณาจักรเทวะ และ ปรากฏการณ์ UFO
ตอนที่ 1
(metatron)
เราขอกล่าวคำทักทายด้วยความรัก เราคือเมตตาตรอน (Metatron) ราชาแห่งแสงสว่าง
เราขอต้อนรับพวกคุณทุกคนสู่ข้อความที่มีชีวิตข้อความนี้ และเราขอโอบกอดพวกคุณด้วยความรัก
ตอนนี้พวกคุณคงคิดว่า ดาวเคราะห์ของพวกคุณเป็นรูปทรงกลมทึบตันอยู่ใช่ไหมหละ
แต่ชาวโลกที่รักทั้งหลาย แท้ที่จริงแล้ว ดาวเคราะห์ของพวกคุณมีลักษณะแบนตรงหัวและท้ายต่างหาก
และมันก็มีโพรงอยู่ข้างในมากมายด้วย ซึ่งโพรงเหล่านี้ ก็คือบ้านของผู้ที่พวกคุณเรียกกันว่า
“อารยธรรมที่สาบสูญ” (Lost civilization) ทั้งหลายนั่นเอง
นักธรณีวิทยาได้ประมาณการอายุของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณว่า มีอายุประมาณ 4.5 พันล้านปีมาแล้ว
และพวกเราก็จะบอกคุณว่า นั่นก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่ เมื่อเทียบตามบันทัดฐานของศาสตร์ของพวกคุณ
แต่พวกคุณรู้ไหมว่า เมื่อมองจากมุมมองด้านมิติแล้ว
ดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ ก็คือกลุ่มของดาวเคราะห์โลกจำนวนมากมาย
(conglomerate of many earths) ที่ซ้อนทับกันอยู่
ด้วยความเป็นไปได้ทั้งมวล อย่างเป็นอนันต์
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 2
คำถาม: หลายคนพูดถึงเมืองใต้พิภพ มันมีอยู่จริงหรือไม่ครับ และมันอยู่ที่ไหน?
(hollowearth model)
Metatron: มันมีอยู่จริงๆ และก็มีอยู่นานแล้วด้วย ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น ก็คือรูปธรรมชีวิตคล้ายมนุษย์นี่แหละ
ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในอาณาจักรเลมูเรีย (Lemuria) และที่เคยอยู่ในช่วงสุดท้ายของอาณาจักรแอตแลนติส (Atlantis) มาก่อน
พวกเขาได้ค้นพบทางเข้าไปสู่โพรงที่อยู่ภายในโลก ซึ่งภายในโลก มีโพรงขนาดใหญ่เหล่านั้นอยู่มากมาย
ซึ่งครั้งหนึ่งพวกมันเคยถูกเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่มากมาย
รูปธรรมชีวิตที่เป็นผู้เข้าไปอยู่ในโพรงเหล่านั้นเป็นพวกแรก คือผู้ที่มีร่างกายเนื้อกึ่งกายทิพย์
นั่นคือยังมีกายเนื้ออยู่แต่ว่าจะไม่หยาบและทึบตันเหมือนกับของชาวโลกที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลก
เหตุผลที่ชาวเลมูเรียต้องอพยพลงมาอยู่ในโพรงใต้พื้นโลกในตอนแรก ก็เพราะว่าต้องการหลบหนี
จากการก่อกวนของสิ่งที่พวกคุณเรียกว่าไดโนเสาร์ ที่มีอยู่เต็มไปหมดบนพื้นทวีปของพวกเขาในสมัยนั้น
เมื่อพวกเขาค้นพบสถานที่ๆสงบเงียบและสวยงามได้แล้ว พวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่ามันมีดวงอาทิตย์อยู่ภายในโลกด้วย
ซึ่งดวงอาทิตย์ที่ว่านี้จะแผ่แสงสว่างสีฟ้าออกมา และชาวเลมูเรียโบราณ ซึ่งอยู่ในรูปกายกึ่งกายทิพย์ทั้งหลายนี้
ก็ได้พัฒนาวิธีการที่จะมองเห็นได้ภายใต้แสงสว่างนี้ และพวกเขาก็ค้นพบความสวยงามที่น่าอัศจรรย์ภายในโพรงเหล่านี้
ชาวโลกหลายคนเข้าใจว่าชาวเลมูเรียได้ “เลื่อนระดับขึ้น” (Ascend) ไปข้างบนเรียบร้อยแล้ว
แต่ความจริงก็คือ พวกเขา “เลื่อนระดับลง” (descend) เข้ามาอยู่ในใจกลางโลกต่างหาก
แต่ถ้าจะเรียกว่า “พวกเขาเสร็จกิจแล้ว” หรือ “เลื่อนระดับขึ้น” ไปแล้ว ก็น่าใกล้เคียง
มันมีโพรงที่อยู่ภายในโลก ใต้บริเวณรัฐอาริโซน่า, เนวาด้า และแคลิฟอเนีย อยู่หลายสิบโพรงจริงๆ
ซึ่งในจำนวนโพรงเหล่านี้ ก็เคยถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยชาวโลกบนพื้นผิวโลกเมื่ออดีตที่ผ่านมา
หลายๆโพรงอยู่บริเวณใต้แกรนแคนยอน (Grand Canyon), Flagstaff, แอเรีย 51 (Area 51),
และเดดวัลเล่ย์ในแคลิฟอร์เนีย (Death Valley in California)
ชนเผ่าพื้นเมืองที่ว่านั้น ก็ได้แก่ ชนเผ่าโฮบิ (Hopi), นาวาโจ (Navajo), และฮาวาซูไป (Havasupai)
พวกเขายังคงเก็บรักษาตำนานและแน่นอนรวมถึงความรู้ที่ได้จากผู้คนที่อยู่ในถ้ำใต้ดินเหล่านี้เอาไว้อยู่ตราบกระทั่งทุกวันนี้
มาถึงตรงนี้คุณควรจะรู้ไว้ว่า ภายในสิ่งที่เรียกว่า “โลกชั้นใน” (Inner Earth) เหล่านี้
เพราะความที่อยู่ภายใต้พื้นผิวโลก ซึ่งมีความดัน และแรงโน้มถ่วงจากสนามแม่เหล็กสูงกว่าบนพื้นผิวโลก
จึงทำให้มันมีแม่แบบของเวกเตอร์ (vector template) ที่พิเศษและเฉพาะเจาะจง
ที่จะทำให้เกิดสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “มิติคู่ขนาน” (parallel dimensions) ได้มากกว่า
และชัดเจนมากกว่าบนพื้นผิวโลก
เพราะฉะนั้นแล้ว ในความเป็นจริงแล้ว มันจึงมีการซ้อนทับกันอยู่แบบมีศูนย์กลางเดียวกัน ของมิติต่างๆ
อยู่ภายในของดาวเคราะห์โลกอย่างมากมาย
และในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้ มันก็เกิดขึ้นกับทุกแห่งทุกหนในจักรวาลที่พวกคุณรู้จักนั่นแหละ
รวมถึงบนพื้นผิวโลกด้วย แต่เพราะว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและความหนาแน่นของความดัน
ที่พวกเราได้สร้างให้ไว้กับดาวเคราะห์โลก ทำให้ปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้ชัดเจนน้อยกว่า
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 3
พวกเราอยากจะบอกว่า ภายในลูกโลก โครงสร้างด้านพลังงานภายในชั้นแมนเทิล (mantles)
จะมีความสำคัญมากกว่าบนพื้นผิวโลก และมันก็ทำให้มีจำนวนมิติมากกว่าเกิดขึ้น
รวมถึงทำให้มีพลังงานชีวิตมากกว่า, มีพลังงานอีเทอเรี่ยม (etherium) เข้มข้นมากกว่าด้วย
ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบอย่างคร่าวๆให้พอเข้าใจแล้ว มันก็น่าจะเหมือนกับการรับคลื่นสัญญาณโทรทัศน์
ด้วยเสาอากาศ กับการรับคลื่นสัญญาณจากเคเบิล หรือ จากดาวเทียมนั่นเอง
บนพื้นผิวโลกจะเปรียบได้กับการรับคลื่นสัญญาณด้วยเสาอากาศธรรมดา ส่วนภายในลูกโลก
จะเปรียบเหมือนกับการรับคลื่นสัญญาณจากดาวเทียม เพราะฉะนั้น ภายในลูกโลก
จำนวนช่องสัญญาณก็จะมีมากกว่า และความคมชัดของสัญญาณก็ยิ่งมีมากกว่าด้วย
แต่ในกรณีของเรา พวกเรากำลังพูดถึงเรื่อง “มิติคู่ขนาน” อยู่แทนที่จะเป็นเรื่อง “ช่องสัญญาณโทรทัศน์” ก็เท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีมิติต่างๆที่อยู่ขนานกัน และซ้อนทับกันอยู่จำนวนมากมาย ซึ่งมิติคู่ขนานเหล่านี้ จะอยู่แยกออกจากกัน
ทำให้มีรูปธรรมชีวิตที่อยู่ต่างมิติกัน อาศัยอยู่ในนั้นได้โดยไม่มีผลกระทบต่อกัน
มันก็เหมือนกับโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว แต่สามารถรับช่องสัญญาณได้หลายๆช่องนั่นแหละ
ดังนั้น ระนาบต่างๆของมิติคู่ขนานจึงสามารถอยู่ด้วยกันได้ ในโลกใบเดียวกัน
ในความเป็นจริงแล้ว มีรูปธรรมชีวิตจากนอกโลกเป็นจำนวนมาก ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ภายในโลกใบนี้
และที่พวกเขาก็สามารถอาศัยอยู่ในลูกโลกได้ ก็เพราะอาศัยโครงสร้างของความถี่ที่ขนานกันดังกล่าวไปแล้วนั่นเอง
ซึ่งอาจจะเรียกมันว่า “โฮโลแกรมมิก” (Hologramic) ก็ได้ ทีนี้คุณเข้าใจหรือยัง ?
ดังนั้น มันจึงมีรูปธรรมชีวิตมากมายที่อาศัยอยู่ในใจกลางของดาวเคราะห์โลกในนี้
ซึ่งหลายๆเผ่าพันธุ์ ก็ได้มาอยู่ที่นี่นานกว่ามนุษย์โลกเสียอีก และหลายๆเผ่าพันธุ์ก็คิดว่าพวกเขาเป็นผู้ครองโลกนี้อยู่
เหมือนอย่างที่พวกคุณเองคิดว่า เผ่าพันธุ์ของตัวเองกำลังครองโลกนี้อยู่อย่างนั้นเลยแหละ
และในความเป็นจริงแล้ว เผ่าพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์โลกมากที่สุดก็คือ ชนเผ่าของอาณาจักรเลมูเรียโบราณ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 4
คำถาม: รูปธรรมชีวิตเหล่านั้นพวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน และพวกเขาชอบอะไรครับ?
Metatron: ความจริงแล้ว รูปธรรมชีวิตชาวเลมูเรีย พวกเขามีวิวัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ
ก้าวไกลไปมากกว่าพวกคุณในขณะนี้มากมายนัก ก็อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า ร่างกายของพวกเขา
มีความหนาแน่นน้อยกว่าพวกคุณ แต่ก็ยังเป็นกายเนื้ออยู่เหมือนกับพวกคุณนี่แหละ
ผิวหนังของพวกเขาได้เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว หรือบางคนก็เป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน เพราะว่าน้ำที่พวกเขาใช้ดื่ม
อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากกว่าของพวกคุณ และมีความเข้มข้นของสารประกอบออกไซด์ของทองแดง
และของโลหะอื่นๆมากกว่าด้วย
รูปธรรมชีวิตเหล่านี้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข, ไม่มีศาสนาอื่นใดนอกจากความรักจากแหล่งกำเนิด
(Love of Source) และพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ความสงบเงียบอันยิ่งใหญ่”(great tranquility)
พวกเขาค่อนข้างที่จะตระหนักรู้ถึงความมีตัวตนอยู่ของพวกคุณ
แต่พวกเขาไม่อยากที่จะมาสุงสิงด้วย
คุณอาจจะถามว่า ทำไมหละ?
ก็เพราะว่ามันมีหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ
พวกเขารู้ว่าธรรมชาติของพวกคุณ คือชอบความรุนแรง
และรู้ว่าพวกคุณขี้กลัว และด้อยพัฒนาด้านจิตสำนึกมวลรวม
พวกเขารู้ว่าร่างกายของพวกคุณเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งโรคภัยบางชนิดอาจจะติดต่อไปถึงพวกเขาได้
และก็ พวกเขาจะทนต่อแสงอาทิตย์ของพวกคุณไม่ค่อยได้
พูดอย่างนี้ดีกว่าว่า พวกเขาได้วิวัฒน์ไปในทิศทางที่พิเศษเฉพาะของตนเอง
และตอนนี้พวกเขาก็ใกล้จะบรรลุจุดหมายปลายทางระดับนั้นแล้ว
ร่างกายของพวกเขาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังแม่เหล็กคริสตัลชนิดหนึ่ง (Crystalline magnetic force)
ซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่อยู่ใจกลางโลกของคุณ ด้วยความสามารถทางจิตที่มากมายของพวกเขา
ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมสนามพลังเหล่านั้น และสามารถปรับพวกมันให้เข้ากับร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเขาได้
แม้ว่าพวกเขาจะยังมีกายเนื้ออยู่ แต่มันก็เป็นกายเนื้อในมิติที่ 4 ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่า
กายเนื้อของพวกคุณเป็นอย่างมาก
พวกเขาหลายคนค่อนข้างจะมีความชำนาญในด้านการหายตัวไปปรากฏอยู่ในอีกที่หนึ่งมาก (Teleportation)
อันที่จริงแล้ว มันก็มีการติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ
ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในใจกลางโลก กับรัฐบาลของพวกคุณนั่นแหละ
แต่ไม่ใช่การรวมเข้าด้วยกัน
พวกเขาได้ส่งข้อความสื่อสารทางโทรจิตมาถึงชาวโลกบนพื้นพิภพบางคน
ให้รู้ว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น
เหมือนอย่างที่พวกเราที่ได้พร่ำบอกกับพวกคุณมาโดยตลอด
ที่พวกเขารู้เรื่องนี้ก็เพราะว่าพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างจากพวกคุณ,
พวกเขาอยู่ในวัฏจักรของเวลาคนละรอบกับพวกคุณ
และพวกเขาก็ใกล้จะไปถึงจุดหมายปลายทางของพวกเขาแล้ว
คุณถามว่าโพรงของพวกเขาอยู่ที่ไหนบ้างใช่ไหม๊ อย่าลืมเรื่องมิติคู่ขนานไปเสียหละ
พวกเราจะตอบคำถามของคุณในแบบที่พวกคุณจะเข้าใจ ว่าส่วนใหญ่แล้ว โพรงเหล่านี้จะอยู่ใต้ดินของส่วนที่เป็นทะเล
แต่ใต้พื้นดินของทุกๆทวีปก็มีโพรงต่างๆเหล่านี้อยู่ด้วย เช่น พื้นที่บริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา
ใต้ภูเขาแห่งรัฐอาแคนซอ (Arkansas) ในมลรัฐนิวเม็กซิโก, อาริโซน่า, ประเทศเม็กซิโก, ประเทศในแถบอเมริกากลาง,
ประเทศเปรู, เกาะอังกฤษ, ทวีปยุโรป, ใต้ภูเขาหิมาลัย, ประเทศชิลี, อาเจนติน่า, โบลิเวีย, บราซิล, ประเทศจีน,
ไซบีเรีย, เกาะกรีนแลนด์, ไอซ์แลนด์, ศรีลังกา,
ใต้พื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีเผ่าพันธุ์บางเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ในโพรงใต้ดินของพวกเขา
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 5
คำถาม: พวกเขาอาศัยอยู่ใต้ดินลึกซักแค่ไหนครับ และบนดาวเคราะห์โลก มันมีทางเข้าไปสู่โพรงเหล่านี้บ้างหรือเปล่าครับ?
Metatron: เราได้บอกไปแล้วว่า ทางเข้าไปสู่โพรงเหล่านี้ อยู่ตรงขั้วโลกทั้งสอง และตามช่องต่างๆที่อยู่บนพื้นผิวโลก
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าพวกเขาอยู่ลึกแค่ไหน เพราะว่าความจริงแล้วพวกเขาอยู่ในมิติคู่ขนาน
ซึ่งมาตรฐานการวัดของพวกคุณมิอาจนำมาใช้ได้ บางชุมชนก็อยู่ใกล้กับพื้นผิวโลกมาก แต่โพรงหลักๆส่วนใหญ่
ถ้าจะพยายามพูดภาษาของพวกคุณหละก็ ก็อาจจะบอกว่าอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของชั้นแมนเทิลประมาณ 20 ไมล์
และบางโพรงก็อยู่ลึกลงไปหลายร้อยไมล์เลยทีเดียว (นักธรณีวิทยาของพวกคุณ อาจจะจินตนาการไม่ออก
เพราะว่าการตีความด้านความดัน และความร้อนของพวกเขา แต่เราขอบอกคุณว่าดินแดนเหล่านี้มีอยู่จริง
และก็มีรูปธรรมชีวิตอาศัยอยู่ในนั้น ในสนามพลังงานเหล่านั้น จำนวนมากมายจริงๆ)
แต่ระยะทางที่กล่าวไปแล้วนั้น เป็นเพียงระยะทางสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับมิติคู่ขนานหลากมิติเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้าไปในดินแดนต่างมิติเหล่านี้ ผ่านทางขั้วโลกของพวกคุณ
หรือผ่านทางทางเข้าใดๆที่อยู่บนพื้นผิวโลกในมิติที่ 3 ของพวกคุณ เพราะว่าดินแดนเหล่านี้
อยู่ในมิติคู่ขนานและอยู่ในกาลเวลา-อวกาศที่แตกต่างจากของพวกคุณ เพราะฉะนั้น ระยะทางจริงจากจุดที่คุณเริ่มเข้าไป
ที่คุณจะวัดได้ ก็อาจจะเป็นเพียงไม่กี่นิ้ว หรืออาจจะเป็นชั่วกาลนานก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังมองมาจากตรงไหน
ศาสตร์ที่สามารถใช้อธิบายแทนถ้อยคำจำนวนนับไม่ถ้วนได้ใกล้เคียงที่สุด ก็คือควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum physics)
แม้ว่าศาสตร์แขนงนี้ เพิ่งจะเป็นที่เข้าใจกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ของพวกคุณก็ตาม
แต่ว่าถ้าจะให้ศาสตร์นี้สามารถถูกแปลความหมายได้อย่างถูกต้องมากกว่านี้ บนระนาบของพวกคุณหละก็
จะต้องเปลี่ยนแบบจำลองนั้นซะใหม่ รวมถึงแบบจำลองด้านเรขาคณิต และด้านคณิตศาสตร์ด้วย
ทางเข้าไปสู่โพรงใต้พื้นโลกเบื้องต้น ก็คือผ่านทางขั้วโลกทั้งสอง เพราะว่าตรงบริเวณดังกล่าวนี้
เป็นจุดเชื่อมต่อด้านควอนตัมระหว่างโลกที่อยู่ในมิติต่างๆของพวกคุณ เพราะว่าตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสองนั้น
มีพลังแม่เหล็กที่แบนราบ จึงทำให้สามารถใช้เป็นทางเข้าสู่โพรงต่างๆของโลกชั้นในได้
พลเรือเอกไบร์ด (Admiral Byrd) เคยเขียนบทความเล่าถึงการบินผ่านบริเวณขั้วโลกของเขาว่า
เขามองเห็นดินแดนที่เขียวชอุ่ม ที่มีแม่น้ำหลายสายอยู่ในนั้น
เราขอบอกคุณว่า นั่นเป็นเพราะว่าเขาได้ผ่านเข้าสู่มิติคู่ขนานในช่วงเวลาสั้นๆ ของโลกชั้นใน
และเขาและคนอื่นๆก็ได้ทำแบบนั้นมาหลายครั้งแล้ว
ตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสอง การส่งผ่านแบบหลากมิติ (dimensional hyper-transport)
สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะพิเศษบางอย่าง การย้ายมิติตรงบริเวณขั้วโลก จะเกิดขึ้นคล้ายๆกับ
การข้ามสนามพลังงานรูปทรงกรวยที่สูงชัน แล้วพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกก็จะเหมือนกับว่า
กลับมา “แบน” ใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว หรือขนานกับพื้นใหม่อย่างรวดเร็ว
ในความเป็นจริงแล้วนายไบร์ด ได้เข้าไปสู่มิติคู่ขนานจริงๆ
ผู้คนที่อยู่ในโลกชั้นในอาศัยอยู่ในช่องว่างภายในนั้น มีรูปธรรมชีวิตมากมาย และมีหลายเผ่าพันธุ์
ที่อาศัยอยู่ในโลกหลากมิติของพวกคุณ รวมถึงสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “รูปธรรมชีวิตต่างมิติ” ก็ด้วย
ซึ่งอาจจะถือว่าพวกเขาก็เป็นพลเมืองของโลก เช่นเดียวกับพวกคุณก็ได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
พวกเขาส่วนใหญ่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในโลกนี้ก่อนพวกคุณนานมากแล้วก็ตาม
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 6
คำถาม: รูปธรรมชีวิตที่ว่านี้ รวมถึงสิ่งที่พวกเราเรียกว่า “เยติ” (Yeti) และเทวะ (Devic) ด้วยหรือไม่ครับ ?
Metatron: ไม่หรอก เพราะว่า แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีอยู่จริงก็ตาม แต่พวกนี้ไม่ใช่ชาวเลมูเรีย
และก็ไม่ใช่ชาวแอตแลนติสยุคต้นๆที่อพยพเข้ามาอยู่ในโลกชั้นในนี้ด้วย
คำถาม: ท่านจะบอกพวกเราเกี่ยวกับเยติ ได้ไหมครับว่า พวกเขาเหมือนกับสิ่งที่พวกเราเรียกว่า “ไอ้ตีนโต”
หรือ “บิกฟุต” (Bigfoot) หรือเปล่าครับ ?
(yeti1)
Metatron: สิ่งมีชีวิตที่พวกคุณเรียกว่าเยติหรือบิ๊กฟุตนั้น เป็นผลงานการทดลองด้านพันธุกรรมเวอร์ชั่นแรกๆบนโลกใบนี้
ตั้งแต่สมัยแอตแลนติสเมื่อประมาณ 200,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงเวลานั้น มันมีการทดลองด้านพันธุกรรมเกิดขึ้นมากมาย
บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็มีภูมิปัญญาเหมือนกัน แต่พันธุกรรมของพวกเขาบกพร่อง พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาจาก
การผสมระหว่าง DNA ของมนุษย์กับของลิงเอ้ป (Ape) พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์
เพื่อเอาไว้ใช้แรงงาน หรืออาจจะเรียกว่า สัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น หรือเรียกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาคล้ายมนุษย์ก็ได้
แต่พวกเขาถูกบังคับให้มีรหัสพันธุกรรมที่จะไปสั่งการให้พื้นที่บางส่วนในสมองของพวกเขาใช้การไม่ได้
พวกเขาคือผู้ที่รอดชีวิตมาจากยุคแอตแลนติส ที่พวกคุณเรียกว่า “ผู้อื่น” (the others) นั่นแหละ
พวกเขาคือส่วนที่หลงเหลือมาจากยุคแอตแลนติส และพวกเขาคือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความใจร้าย
เพื่อเอาไว้ใช้แรงงานในเหมือง, ในฟาร์ม, และในอุตสาหกรรมทำป่าไม้
พื้นที่ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก และพัฒนาการด้านความคิด ได้ถูกทำให้มีความบกพร่อง
ในรหัส DNA ด้วยความตั้งใจ แม้ว่าจิตวิญญาณของพวกเขาจะมาจากแหล่งเดียวกันกับจิตวิญญาณของปลาโลมาก็ตาม
แต่กระนั้น ในร่างกายของพวกเขา ก็ไม่มีพัฒนาการด้านอารมณ์ความรู้สึก หรือวิวัฒนาการด้านสติปัญญา
ไปเกินกว่าขอบเขตที่ถูกจำกัดไว้ให้เลย แม้ว่าพวกเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์” อยู่ด้วยก็ตาม
แต่ว่ามีเพียงความแข็งแรงทางด้านร่างกาย และสัญชาตญาณการอยู่รอดเท่านั้น ที่เหลืออยู่และมีการพัฒนาขึ้น
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไม่ได้อาศัยอยู่ในโพรงภายในโลก แต่พวกเขาอาศัยอยู่ในถ้ำในภูเขาที่ห่างไกล
และอาศัยอยู่ในป่าลึกของพวกคุณ และในที่ลุ่มใกล้แหล่งน้ำ พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่หากินในเวลากลางคืน
และจำนวนของพวกเขาก็กำลังลดลงเรื่อยๆ ซึ่งในสักวันหนึ่งก็จะไม่เหลืออยู่อีก
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความเกรงกลัวต่อมนุษย์มากๆ
และเมื่อพวกเขาวิวัฒน์มากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเศร้าโศกเสียใจและสับสนมากขึ้น
พวกเขาจะคอยแอบมองพวกคุณด้วยความระมัดระวัง
พวกเขารู้ว่าพวกเขาคือพี่น้องของพวกคุณ
พวกเขาอยากเข้ามาใกล้ชิดกับพวกคุณ แต่ก็มีความวิตกกังวล
และก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้
ร่างกายของพวกเขาได้พัฒนาขึ้นจนมีขนดกปกคลุมทั่วร่างกาย และมีชั้นผิวหนังที่หนาและมีไขมันมาก
เพื่อที่จะสามารถรอดชีวิตอยู่ได้ในพื้นที่ๆมีสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรง และในตอนนี้ พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่
ในช่วงสุดท้ายของยุคของพวกเขาแล้ว จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ต้องการที่จะวิวัฒน์ต่อไปในร่างกาย
ที่มีข้อจำกัดทางพันธุกรรมแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
หากคุณได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้แล้ว
พวกคุณจะรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้าเสียใจ
ที่พวกเขามีอยู่อย่างมากมาย
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 7
คำถาม: ท่านบอกว่าพวกเยติมีแหล่งกำเนิดของจิตวิญญาณเดียวกันกับปลาโลมาอย่างนั้นหรือครับ?
Metatron: ถูกต้อง แต่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนนะว่า จิตวิญญาณของพวกเขามาจากแหล่งเดียวกันกับของปลาโลมา
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นจิตวิญญาณชนิดเดียวกันนะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันห่างไกลกันมาก
คุณเห็นไหม๊ว่า สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีการแสดงออกถึงความมีชีวิตชีวา และความเฉลียวลาดเหมือนอย่างที่ปลาโลมามีเลย
เพราะว่าร่างกายที่พวกเขาถูกกักขังอยู่นี้ ไม่เอื้ออำนวยที่จะให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้
คุณอาจจะสงสัยว่าจิตวิญญาณแบบไหนกัน ถึงได้เลือกที่จะลงมาเกิดในร่างกายที่เป็นยานพาหนะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้
และคำตอบมันก็คือ มีจิตวิญญาณจำนวนน้อยมากๆ ที่เลือกที่จะทำเช่นนั้น และอีกไม่นานนี้ สปีชีส์ของพวกเขา
ก็จะไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จะสามารถแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ถึงการเอาชีวิตรอดได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม
และแม้ว่าพวกเขาเองจะรักกันก็ตาม แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะถอนตัวจากการเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดนี้แล้ว
และถ้ามนุษย์ยังคงสร้างความแปดเปื้อนให้กับมหาสมุทรอยู่ต่อไป และยังฆ่าปลาวาฬและปลาโลมา
ซึ่งมีพลังงานอันดีงามอยู่ต่อไปอีกหละก็ พี่น้องผู้ประเสริฐทั้งสองชนิดนี้ของพวกคุณ ก็อาจจะขอถอนตัวจากภาระหน้าที่นี้ก็ได้
พวกคุณไม่รู้หรอกว่าปลาวาฬและปลาโลมาทั้งหลาย
ได้แผ่พลังงานแห่งแสงสว่างออกมาสู่มหาสมุทรของพวกคุณมากแค่ไหน
คุณจะแปลกใจไหม๊ หากรู้ว่ามีพวกคุณหลายคนที่เป็นปลาโลมา ทั้งในปัจจุบันและในอดีตที่ผ่านมา
เพราะว่าที่พวกคุณทำเช่นนั้น ก็เพื่อที่จะเสียสละตัวเอง เพื่อรับใช้ดาวเคราะห์โลกและมวลหมู่มนุษยชาติทั้งหลาย
คุณเห็นไหม๊ว่า การเรียงตัวของโครงข่ายพลังงานของโลก, กระเปาะพลังงานของโลก (power nodes)
และรูขาว (white holes) ทั้งหลายบนดาวเคราะห์ของพวกคุณ ไม่ได้มีอยู่เฉพาะบนพื้นดินแห้งๆเท่านั้น
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่พวกมันจะอยู่บนหรืออยู่ใต้น้ำ ซึ่งปกติปลาโลมา หรือมีบางกรณีที่ปลาวาฬ
จะจัดเรียงพลังงานของพวกเขาให้เข้ากับจุดต่างๆเหล่านี้ เพื่อช่วยให้พลังงานของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณเกิดความสมดุล
สิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “อาณาจักรเทวะ” (Devic Kingdom) นั้น มีรูปแบบของชีวิตที่อยู่ในมหาสมุทรและทะเลสาบ
มากกว่าบนก้อนหิน, บนพื้นดิน และบนดิน
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 8
คำถาม: ท่านบอกว่ามีรูปธรรมชีวิตต่างมิติอาศัยอยู่ในมิติชั้นในของดาวเคราะห์โลกดวงนี้ด้วย
และท่านบอกว่าพวกเขาอยู่ในมิติ “มิติแห่งโฮโลแกรม” (holographic dimension)
มีหลายคนรายงานว่าได้พบเห็นยานบินของพวกเขาด้วย แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าถ้าพวกเขาอยู่ในระนาบอื่นๆ
พวกเขาไม่น่าที่จะถูกพบเห็นหรือถูกรับรู้ได้ง่ายๆ กรุณาอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับว่า
มนุษย์โลกสามารถมองเห็นยานบินของพวกเขาได้หรือไม่?
Metatron: คำถามนี้เป็นคำถามที่ซับซ้อนคำถามหนึ่งเลยทีเดียว ตอนนี้ให้เราอธิบายแบบนี้ดีกว่าว่า
รูปธรรมชีวิตจากมิติอื่น, ระนาบอื่น, กาลเวลาอื่น และโลกอื่น เคยปรากฏตัวให้มนุษย์โลกได้เห็นจริงๆ ทั้งในอดีตและในปัจจุบันนี้
การปรากฏตัวของพวกเขา บางครั้งก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วยความบังเอิญจริงๆ
และในบางครั้ง พวกเขาก็ปรากฏตัวให้มนุษย์โลกได้เห็นด้วยความตั้งใจ
ในกรณีแรก เป็นเพราะว่ามนุษย์โลก บังเอิญหลงผ่านเข้าไปในม่านกาลเวลา ซึ่งกั้นระหว่างสนามพลังของปัจจุบัน, อดีต
และอนาคตของพวกคุณ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่ารูปธรรมต่างมิติเหล่านี้หลงเข้ามาอยู่ในม่านแห่งคลื่นความถี่ที่กั้นอยู่ระหว่างมิติหนึ่ง
หรือระนาบหนึ่งกับอีกระนาบหนึ่งโดยบังเอิญ
ซึ่งปกติแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะสามารถถูกมองเห็นได้จากระนาบของพวกคุณ
เช่นเดียวกับที่เมื่อพวกคุณบางคนหลงเข้าไปในอดีต หรือคล้ายอดีตแล้ว ผู้คนในยุคนั้นก็จะสามารถมองเห็นพวกคุณได้เช่นเดียวกัน
ส่วนในกรณีที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเช่นนี้ เกิดขึ้นจากการกระตุ้น
ให้ความตระหนักรู้ของจิตใต้สำนึกขยายตัวไปสู่จิตสำนึกในทันทีทันใด แล้วจิตสำนึกก็จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว
โดยการส่งผ่านความตระหนักรู้ดังกล่าว ให้เข้าไปสู่ลำดับชั้นของกาลเวลาที่แตกต่างกัน
มันถูกสร้างขึ้นมาจากใจกลางหลากมิติของมิตินั้นๆโดยตรง และมันคือการพิสูจน์อะไรบางอย่างของพวกเขา
แม้ว่ามันค่อนข้างจะไปรบกวนผู้ที่พบเห็นมันในเวลานั้นอยู่บ้างก็ตาม
ซึ่งเขตแดนของมิติ และแบบจำลองเหล่านั้นทั้งหมด ปกติจะมีไว้สำหรับการฝึกฝนเท่านั้น
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 9
คุณรู้ไหมว่า ในแต่ละมิติ ต่างก็มีวิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาฟิสิกส์เป็นของตนเองที่ไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกันกับที่มันมีสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ และฟิสิกส์ที่แตกต่างกันมากมาย บนโลกมนุษย์ในมิตินี้นั่นแหละ
ศาสตร์ทั้งหลายที่อาจจะนำไปสู่หลักการที่แตกต่างกันอย่างมาก ถูกพวกคุณมองข้ามไปซะเป็นส่วนใหญ่
เช่น มันมีสาขาวิชาใหม่ของฟิสิกส์สาขาหนึ่ง ที่เปิดเผยความจริงมากมายเกี่ยวกับการขนย้าย (Transport),
การเปลี่ยนรูป (Transmutation), และการเคลื่อนไหว (Locomotion)
ได้มากกว่าวิทยาศาสตร์ที่พวกคุณยอมรับและเข้าใจ หรืออยากจะเข้าใจกันอยู่นี่ซะอีก
และหากมนุษย์โลกได้ฝึกจิตจนมีจิตที่ละเอียดอ่อนมากพอ จนสามารถค้นพบกฎต่างๆของเทคโนโลยีจากนอกโลกได้แล้ว
ความรู้ของพวกคุณ, วิธีการ และผลลัพธ์ของระบบขนส่งของพวกคุณก็คงจะแตกต่างและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่นี้อย่างมาก
นั่นเป็นเพราะว่า พวกคุณมัวแต่หมกมุ่นก็แต่กับเรื่องภายนอก
และไม่สนใจใยดีกับ “ศักยภาพภายใน” ของตนเอง
ที่อยู่ใน “จิตสำนึกอันศักดิ์สิทธิ์” เลย
เวลานี้ เมื่อมนุษย์โลกตัดสินใจที่จะทุ่มเทการศึกษาให้กับศาสตร์ที่เรียกว่า
“วิทยาศาสตร์การขนถ่าย และการอยู่ใน 2 สถานที่พร้อมกัน” (Science of Transportation and Bi-location) แล้ว
และแน่นอนว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความละเอียดอย่างมาก และมีกฎมากมาย ที่สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริงๆ
เพราะฉะนั้น การเข้าไปเยี่ยมเยือนมิติคู่ขนานและเวกเตอร์อื่นๆ ที่อยู่ภายในกาลเวลาและอวกาศ
ก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีความบังเอิญน้อยลง และจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือการวางแผนแทน
เมื่อใดที่มนุษย์สามารถเรียนรู้และควบคุม “ฟิสิกส์แห่งจิต”
(mental physics) ได้แล้ว
เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะสามารถปลดปล่อยตัวเอง
ให้เป็นอิสระจากการติดอยู่ในตัวคัดกรองของมายาการ
(filtering illusion) และเครื่องพรางแห่งความเป็นทวิภาวะ
(duality camouflage) ของโลกในมิติทางกายภาพนี้ได้อย่างกว้างขวาง
จริงๆแล้วพวกคุณเพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่าทำไม “เมอร์ขะบะห์” (Merkabah) และ “เมอร์ขิวะห์”(Merkivah)
เมื่อถูกปรับจูนโดยจิตให้เข้ากับสนามคริสตัล (crystalline field) แล้ว จึงสามารถปลดล็อคกุญแจนี้ได้
นี่คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะกลายเป็นสิ่งที่พวกคุณจะต้องปรับปรุงใหม่ เพราะว่าโครงข่ายทั้ง 144 เส้น
และเครือข่ายของพลังงานคริสตัล (crystalline energy) จะทำให้พวกคุณบางคนพยายามทุ่มเทความสนใจ
ไปในศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์นี้
คุณเห็นไหม๊ว่าศาสตร์ทุกศาสตร์ จะต้องมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” (divine)
เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ระบบการศึกษาหลักในปัจจุบันของพวกคุณ
ละเลยอย่างสิ้นเชิงมาโดยตลอด
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 10
เพราะฉะนั้น เรามาย้อนกลับไปที่คำถามและหัวข้อเรื่องกันดีกว่า จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่า
ชาวโลกที่บอกว่าตนเองพบเห็นยานบินจากนอกโลก หรือพบเห็นสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “จานบิน” นั้น
ไม่ได้หมายความว่าจานบินเหล่านั้นอยู่ที่นั่นจริงๆเลย แม้ว่าจะมีหลายคนมากที่อ้างว่าได้เห็นมากับตาตัวเองจริงๆก็ตาม
แต่ก็มีบ้างที่มีจานบินอยู่ตรงนั้นจริงๆ แต่ก็น้อยมากๆ และผู้ที่พบเห็นยานบินเหล่านั้น
ส่วนใหญ่แล้วจะมองเห็นด้วยความตระหนักรู้แบบพิเศษมากกว่า ไม่ได้มองเห็นด้วยตาเนื้อธรรมดา เพราะว่าความจริงก็คือ ยานบินส่วนใหญ่ที่กำลังท่องไปในสนามพลังของมิติคู่ขนานมิติใดมิติหนึ่ง
จะมีเกราะป้องกันไม่ให้พวกคุณมองเห็นได้ โดยอาศัยคลื่นความถี่ของมิตินั้นๆจริงๆ เป็นเครื่องพรางกั้น
เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องบอกว่า
ส่วนใหญ่แล้วยานบินเหล่านั้นไม่ได้อยู่ และไม่สามารถอยู่ที่นั่น
ในมิติของพวกคุณจริงๆได้ แต่ที่พวกมันถูกพบเห็น
ในกรณีที่เป็นการพบเห็นจริงๆ มันคือภาพสะท้อนของพวกมัน
มันคือภาพสะท้อนทางพลังงานของพวกมัน ที่เข้าไปปรากฏอยู่ในมิติของพวกคุณ
เพราะว่าพลังงานของพวกมันได้เข้าไปสู่สเปกตรัมของมิติของโลก
ในชั่วขณะที่เกิดการล่าช้าจากความเร็วของแสง
และชั้นต่างๆของรูหนอนในอวกาศ (space-hole folds)
อะตอม, พลาสมา และโมเลกุลต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็น “ยานบิน” นั้นๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากรูปแบบทางกายภาพ
ที่มีพันธะยึดเหนี่ยวทางโครงสร้าง และมีการเรียงตัวทางกายภาพ สอดคล้องกับธรรมชาติ
และรูปแบบของมิติของพวกมันเองโดยเฉพาะ
ทีนี้ ถ้ายานบินลำใดบินเข้ามาสู่ระนาบของพวกคุณ การบิดเบือนอย่างรุนแรง ก็จะเกิดขึ้น
ซึ่งจะทำให้โครงสร้างที่แท้จริงของมันมากก็จะตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ ระหว่างการเปลี่ยนรูปแบบตัวมันเอง
ไปเป็นวัสดุที่มีอยู่ในมิติของพวกคุณโดยสมบูรณ์แบบ กับการพยายามรักษารูปแบบดั้งเดิมของตัวมันเองไว้
ชาวโลกที่พบเห็นยานบินดังกล่าวนั้น เพราะพยายามที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองพบเห็น
ให้เข้ากับระบบความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องจักรวาลของพวกเขาเอง
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของสิ่งที่ชาวโลกผู้ที่เชื่อว่าพวกเขาได้พบเห็นยานบิน ก็คือ
พวกเขามองเห็นยานบินรูปร่างแปลกๆ และพร่ามัว เหมือนกำลังอยู่ในแสงสว่างที่กำลังหมุนอยู่
แต่ว่าความจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย ยานบินจะรักษาสภาพโครงสร้างเดิมของมันเอาไว้ เท่าที่มันจะทำได้
และเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของมันเอง ในส่วนที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับกฎของระนาบแห่งมิติใหม่นั้นๆได้
เพราะว่าชาวโลกเมื่อได้เห็นภาพเดียวกันนี้แล้ว ก็แปรความหมายเอาเองตามความเชื่อและภูมิปัญญาของตนเอง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเขารายงานเกี่ยวกับรูปร่าง, ขนาด และสีของมัน จึงผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงไปมาก
มีน้อยครั้งที่ยานบินถูกพบเห็นในมุมที่ถูกต้อง ตรงกับที่มันถูกสร้างมา ตามที่ปรากฏอยู่ในมิติของมันเองจริงๆ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 11
ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจริงเหลือเกินสำหรับพวกคุณ อย่างมากมันก็เป็นแค่ภาพที่บิดเบือนเท่านั้นเอง
ยานบินส่วนมาก มาจากมิติและระนาบที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าพวกคุณมากมายนัก
ยานบินที่พวกคุณพบเห็น แม้แต่ที่เป็นภาพที่บิดเบือนนั้นก็ตาม ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาจากสิ่งที่พวกเราเรียกว่า
“ระนาบที่สูงกว่าของความคิดที่บริสุทธิ์” หรือ “ระนาบแห่งจิตสำนึก-วิทยาศาสตร์” เลย
เพราะฉะนั้น ภาพสะท้อนจากคุณสมบัติบางอย่างของเครื่องพราง บางครั้งจึงดูเหมือนว่าสามารถมองเห็นได้
ยานบินเหล่านี้ ที่ตั้งใจเดินทางมาที่มิติของพวกคุณ จะมาอยู่เพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
เพราะว่ายานพาหนะจากอวกาศชั้นในเหล่านี้ ไม่สามารถอยู่ในระนาบของพวกคุณได้นานๆ
เพราะว่ามันมีเรียงตึงเครียดมหาศาลเกิดขึ้น ที่จะไปบีบอัดความแข็งแกร่งของโครงสร้างของยานบินเข้า
และแรงบีบอัดเหล่านี้ก็สามารถทำให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาลขึ้น จนสามารถทำให้ยานบินเหล่านั้นสลายตัวไปในอากาศ
ภายในระยะเวลาไม่นาน ได้เลยทีเดียว
การจะทำให้โครงสร้างของยานบินเปลี่ยนรูปแบบกลายเป็นวัตถุธาตุทางกายภาพ เพื่อให้เข้ากันได้กับกฎทางฟิสิกส์ของพวกคุณ
ซึ่งอยู่ต่างมิติกันแบบนี้ จำเป็นจะต้องได้รับการฝึกฝน และในเวลานี้ จึงไม่มียานบินใดๆที่สามารถอยู่ได้ในมิติของพวกคุณ
โดยไม่มีขีดจำกัดด้านเวลาเลย
เปรียบเทียบคร่าวๆก็จะเหมือนกับ การที่เรือดำน้ำของพวกคุณ ถ้าลงไปลึกเกินระดับลึกสุดที่มันสามารถจะลงไปได้แล้ว
มันก็จะประคองตัวเองไว้ไม่ให้ได้รับความเสียหายได้อย่างยากลำบาก และในไม่ช้ามันก็จะได้รับความเสียหาย
จากความดันที่สูงเกินจะทนรับได้ในที่สุด คุณเข้าใจไหม๊?
ดังนั้น รูปร่างของยานบินที่พวกคุณเห็น มันจึงเป็นรูปร่างลวงตา ที่บิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริงของมัน
มีหลายครั้งที่ชาวโลกรายงานว่าพบเห็นยานบินรูปทรงซิการ์ หรือยาวๆเหมือนบุหรี่ซิการ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
นั่นก็เป็นการมองเห็นที่บิดเบือนเหมือนกัน และมันก็ไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์อะไรกับรูปร่างที่แท้จริงของมัน
ที่ถูกถูกออกแบบมาอย่างสลับซับซ้อน และถูกมองเห็นในมิติบ้านเกิดของมันเองเลยแม้แต่น้อย
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 12
เราอยากจะบอกพวกคุณว่า มีชาวโลกหลายคนที่เชื่อเหลือเกินว่าการพบเห็นจานบินของพวกเขาเป็นเรื่องจริง
แม้ว่ามันจะมาจากภาพที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองบ่อยๆก็ตาม
ตอนพวกคุณเป็นเด็ก มีพวกคุณกี่คนที่เคยเห็นซานตา คลอส อยู่บนท้องฟ้า นั่งอยู่บนรถเลื่อนที่ถูกลากด้วยกวางเรนเดียร์จริงๆบ้าง
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ซานตา คลอส ของพวกคุณ ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ และมีความตระหนักรู้อยู่จริงๆซะด้วย
เพราะว่าพวกคุณได้ป้อนอาหารให้แก่ “สิ่งมีชีวิตในรูปแบบความคิด” (thought form life) ของพวกคุณ
ผ่านทางระบบความเชื่อของพวกคุณเองอยู่เสมอ
และอันที่จริงแล้ว “ตัวละคร” มากมายจากนวนิยายของพวกคุณ ก็มีตัวตนอยู่จริงๆ และมีการตระหนักรู้อยู่จริงๆด้วยเช่นกัน
แต่อยู่ในรูปแบบของความคิดหรือจิต ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกระแสจิตของผู้คนจำนวนมาก
คุณจะเห็นว่าพวกคุณมีความคิดสร้างสรรค์กันมากแค่ไหน เพราะว่าโดยแท้จริงแล้ว มันเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง
ของ “วิทยาศาสตร์ทางจิต” (Mental Science) ของพวกคุณเอง ที่ทำให้มันสัมฤทธิผล และสำแดงตัวตนออกมาได้
เพราะระบบความเชื่อของพวกคุณ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 13
แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกจะมีเพียงที่อยู่ในมิติต่างๆเท่านั้น
เพราะว่ามันมีรูปธรรมชีวิตมากมายดาษดื่นอยู่ในเอกภพเต็มไปหมด และอันที่จริงแล้ว
มันก็มีอีกมากมายที่อยู่ภายใน และอยู่บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นบรรพบุรุษของพวกคุณเอง ที่กำลังทำงานร่วมกับพวกคุณ
ในกระบวนการเลื่อนระดับขึ้น (ascension) และกระบวนการพัฒนาโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้
ซึ่งในบรรดารูปธรรมที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเหล่านี้ กลุ่มที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด
ก็คือชาวกลุ่มดาวลูกไก่ (Pleades), ชาวกลุ่มดาวซีรีอุส A และ B (Sirius A and B),
ชาวกลุ่มดาวแอนโดรมีด้า (Andromeda) และชาวกลุ่มดาวอาร์คทูริอุส (Arcturius)
อันที่จริงแล้ว พวกคุณหลายคน เคยอยู่ในยุคแอตแลนติสมาก่อน เหมือนๆกับรูปธรรมชีวิตเหล่านี้แหละ
และพวกคุณก็เคยอยู่ร่วมกันกับพวกเขาด้วย แต่อยู่ในมิติคู่ขนานกัน แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม
อย่างที่เราได้บอกท่านไปแล้วก่อนหน้านี้
ความจริงแล้ว รูปธรรมชีวิตเหล่านี้ สามารถดำรงอยู่ในรูปกายเนื้อได้บนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
และพวกเขาก็ได้ทำเช่นนั้นมาแล้วเป็นเวลานานแสนนาน แต่นี่ก็ไม่บ่อยเท่ากับการเปลี่ยนรูปแบบ
โดยใช้วิทยาศาสตร์ทางจิต หรือการควบคุมอำนาจจิต
ยานอวกาศของพวกเขา ไม่มาปรากฏในมิติของพวกคุณอย่างที่พวกคุณหลายคนจินตนาการไว้
เพราะความจริงแล้วรูปธรรมชีวิตเหล่านี้ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีประตูมิติหรือสตาร์เกต (Stargate)
เพื่อช่วยให้พวกเขามาปรากฏตัวที่มิติของพวกคุณได้ ซึ่งมันก็คล้ายๆกับ “การบีม” (beaming)
ในหนังเรื่องสตาร์เทร็ก (Star-Trek) ของพวกคุณนั่นแหละ
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 14
ตอนนี้ ระนาบระหว่างมิติต่างๆ แห่งโลกหลากมิติ สามารถรวมกัน และก็ได้รวมเข้าด้วยกันแล้วในดาวเคราะห์หลายดวง
เหมือนกันกับบนดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ และบ่อยครั้งที่พวกเขา ไม่ตระหนักรู้ หรือรู้สึกถึง
รูปธรรมชีวิตที่อยู่ในระนาบอื่นๆที่อยู่บนดาวดวงเดียวกันนั้นเลย
คุณรู้ไหมว่า ระนาบของมิติคู่ขนาน บ่อยครั้งที่จะมีลักษณะโฮโลแกรม (hologramic) โดยธรรมชาติ
เพราะฉะนั้น พวกมันจึงไม่จำเป็นต้องอาศัย “พื้นที่ว่าง” ในการดำรงอยู่เลย
พวกมันไม่ใช่สถานที่จริงๆในนิยาม หรือ หลักการเกี่ยวกับ “สถานที่” ของพวกคุณ
ระนาบโฮโลแกรมคู่ขนานใดๆ อาจจะเป็นภพภูมิแห่งจิต ที่แทรกอยู่ในกาลเวลาใดกาลเวลาหนึ่งก็ได้
หรือมันอาจจะเป็นภพภูมิพิเศษเฉพาะที่อยู่อย่างเดี่ยวๆก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความมีอยู่ของมัน
ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด
ความจริงแล้วงานศิลปะของคริสโต (Christo Vladimirov Javacheff) จำนวนมากมาย
ก็เป็นการสอดแทรกโฮโลแกรมเข้าไปอย่างตั้งใจแบบนั้นเหมือนกัน การสอดแทรกโฮโลแกรม
อาจจะดำรงอยู่ในแค่ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็หายไป เพราะว่ามันไม่ใช่ “สถานที่” ที่แท้จริงในเอกภพ
การสอดแทรกโฮโลแกรมใดๆ จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รูปธรรมชีวิตทั้งหลาย
ใช้เติมเต็มอารมณ์และเติมเต็มบทเรียน ในระดับต่างๆกัน
มนุษย์โลกมักจะไม่รู้ว่า “อารมณ์ความรู้สึก” และ “จินตนาการ” มีความสำคัญและให้ผลลัพธ์ออกมาได้มากแค่ไหน
ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในวิทยาศาสตร์ทางจิต (Mental science) เลยทีเดียว
เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว สภาวะของอารมณ์ และสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “จินตนาการ”
หรือความคิดเพ้อฝันนั้น มันคือ “ระนาบแห่งมิติ” และความจริงแล้ว ระนาบแห่งมิติหนึ่งๆ
ก็มีความคล้ายคลึงกันกับสภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั่นเอง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแบบนี้แล้ว
มันจะเหมาะสมและสมเหตุสมผลมากกว่าการที่จะไปเปรียบเทียบระหว่าง “ระนาบ” กับ “สถานที่” ซะอีก
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 15
ตอนนี้ ชาวกลุ่มดาวลูกไก่ และดาวซีรีอุส ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ DNA ของพวกคุณ
กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดอยู่กับมนุษย์โลก และหากจะพูดตามภาษาของพวกคุณ ที่เข้าใจว่าเวลาเป็นเส้นตรงแล้ว
ก็น่าจะพูดได้ว่า รูปธรรมชีวิตผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาเหล่านี้ เคยทำงานกับพวกคุณมาแล้ว
ทั้งในอดีต, ปัจจุบัน และในอนาคต
พวกเขาพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะช่วยให้มนุษย์โลก ได้ "อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของตนเอง" กลับคืนมา
รูปธรรมชีวิตเหล่านี้ทำงานกับสนามแรงโน้มถ่วง, ระบบโครงข่ายแม่เหล็ก,
ระบบการหมุนเวียนของกระแสลมและกระแสน้ำ และระบบทางเข้าออกของดาวเคราะห์โลกของพวกคุณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอัพเกรดประตูมิติของโลกที่กำลังมีการปรับปรุงกันใหม่อยู่ในขณะนี้
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงได้พัฒนาวิธีการที่จะให้สามารถอยู่ร่วมกันกับพวกคุณให้ได้ในระดับหนึ่ง
และเพื่อที่จะให้สามารถปรากกกายของตนเองให้สามารถอาศัยอยู่ภายในและอยู่บนโลกของพวกคุณได้
พวกเขามักจะสร้างรูปวงกลมที่บรรจุรหัสของข้อความบางอย่างเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือพวกคุณในด้านต่างๆมากมาย
ซึ่งส่วนหนึ่งของวงกลมที่ว่านี้ก็คือ “วงกลมปริศนาแห่งท้องทุ่ง” (Crop circle) นั่นเอง
วงกลมปริศนาเหล่านี้ถูกส่งออกมา โดยเริ่มแรกจะออกมาในรูปของกระแสจิตแห่งแสงสว่างที่เข้มข้นก่อน
จากนั้นก็จะไปรวมเข้ากับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของโลก เพื่อสร้างให้เกิดรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ตามที่ได้ตั้งโปรแกรมเอาไว้
(energy in space)
วงกลมปริศนาเหล่านี้ มีพลังงานไฟฟ้าสูงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นชาวโลกที่เคยเข้าไปนั่งในวงกลมปริศนา
ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆนี้ จึงสามารถยืนยันถึงความแรงของพลังงานที่มีอยู่ในนั้นได้
....................................................................................................................................................
ตอนที่ 16 - จบครับ
กล่าวปิดท้าย
เราจะขอกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้พวกคุณว่า ทุกสรรพชีวิตล้วนเกิดมาจากแสงสว่างทั้งสิ้น
และแสงสว่างที่ว่านั้น ก็กำเนิดมาจาก “จิตสำนึก” หรือ “สติสัมปชัญญะ” (consciousness)
ซึ่งนั่นก็คือจาก “ความคิด!” นั่นเอง
ภารกิจของพวกคุณบนดาวเคราะห์โลกใบนี้ คือการมาเรียนรู้ถึงความเป็นทวิภาวะ
(Duality – หมายถึงการมีทั้งดี-ทั้งชั่วในคนๆเดียวกัน และอื่นๆที่เป็นคู่ตรงข้ามกันแบบนี้ – ผู้แปล)
เพื่อที่จะมาเรียนรู้, มาพัฒนา และมาค้นหาแสงสว่างให้เจอ วัตถุประสงค์ของพวกคุณ ก็คือการมาเผชิญชีวิต
และเพื่อมาแสวงหาความเข้าใจ
เพื่อที่จะมาทำให้ความลึกลับของชีวิตเปิดเผยตัวออกมา พวกคุณจะพบว่า
ความรักคือความสั่นสะเทือนแห่งการสรรสร้างของทุกสิ่งทุกอย่าง และพวกคุณจะพบว่า
การแสวงหาความรู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ที่แท้จริงเท่านั้น คือกุญแจสำคัญแห่งการพัฒนา…
...เราได้บอกคุณไปแล้วว่าความรักคือกุญแจ ความรักคือภาษาแห่งแสงสว่างอย่างหนึ่ง
และมันก็อยู่ในรูปแบบต่างๆมากมาย พวกเราได้บอกคุณไปแล้วว่า “ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข”
(Unconditional Love) คือรูปแบบที่สูงสุดของความรัก ซึ่งในมิติที่ 3 ของพวกคุณ ไม่อาจจะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้
แม้ว่ามันจะสามารถจินตนาการถึงได้ แต่ว่าก็จะไม่สามารถประจักษ์แจ้งจริงๆได้ในมิติที่ 3
แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขนี้ ไม่มีอยู่สำหรับพวกคุณ หรือว่าจะไม่สามารถเข้าถึงมันได้
หากว่ายังอยู่บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ เพราะว่าจริงๆแล้วมันก็มีอยู่ เพียงแต่ว่ามันอยู่ในมิติที่ 5 ขึ้นไปเท่านั้นเอง
ประเด็นนี้อาจจะทำให้พวกคุณงง เพราะว่าพวกคุณคิดว่า พวกคุณก็ได้ประจักษ์กับความรักแบบไม่มีเงื่อนไข
มาบ้างแล้วเหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ถูกต้อง เพราะว่าพวกคุณได้ประจักษ์แล้วจริงๆ พวกคุณสามารถทำได้
และก็ทำได้จริงๆซะด้วย แต่ที่ทำได้นั้นหนะ ไม่ใช่ตอนที่พวกคุณกำลังอยู่ในทวิภาวะแห่งมิติที่ 3 นี้หรอกนะ
เพราะว่ามิติที่ 3 นี้ มันเป็นมิติแห่งความมีเงื่อนไข และมันก็ถูกโปรแกรมเอาไว้อย่างลึกซึ้ง
และถูกออกแบบมาให้มีความเป็นขั้วที่สลับซับซ้อนมากๆ
ในมิติที่ 3 นี้ ความรักมันก็มีขั้วตรงข้ามเป็นของมันเองด้วย เช่นเดียวกันกับแสงสว่าง
และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในสเปกตรัมของแม่เหล็กไฟฟ้า
ในมิติที่ 3 นี้ ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข มันจะถูกรับรู้ได้ ก็ต่อเมื่ออยู่ในสนามพลังแห่งจุดศูนย์ (Zero Point Field) เท่านั้น
ซึ่ง ณ. สภาวะนั้น มันจะปราศจากความเป็นขั้ว สนามพลังแห่งจุดศูนย์นี้ ไม่ใช่ทวิภาวะอย่างหนึ่ง และก็ไม่มีความเป็นขั้วด้วย
แบบแผนของมิติที่ต่ำที่สุด ที่จะสามารถรับรู้ถึงคุณสมบัติของความรักแบบไม่มีเงื่อนไขได้ ก็คือมิติที่ 5
และที่มิติที่ 5 นี่เอง ที่พวกคุณรับรู้มันได้ ตามที่กล่าวไปแล้วนั้น คุณเข้าใจไหม๊?
ชาวโลกที่รักทั้งหลาย ในขณะที่พวกคุณกำลังเจริญเติบโตอยู่นี้ พวกเราอยากจะบอกคุณว่า ในมิติที่สูงๆกว่านั้น
แท้ที่จริงแล้ว พวกคุณได้ตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงความสลับซับซ้อนของตัวตนทั้งหมดของพวกคุณเอง
ที่มีจำนวนนับพันๆ ที่แผ่ขยายออกมาจากวิญญาณของพวกคุณเองเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งความตระหนักรู้ผ่านทางตัวตนเหล่านี้เองที่พวกคุณเรียกว่า “จิตใต้สำนึก” (Subconscious mind)
ซึ่งมันคือประกายหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (spark of God) และพวกคุณทุกคนก็สามารถเข้าถึงมันได้
ด้วยวิธีการทำจิตสำนึกให้สงบนิ่ง (quieting the conscious mind) ด้วยการลงมือปฏิบัติ!
ด้วยความพากเพียรพยายาม! ด้วยการเข้าให้ถึงสภาวะที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวนั้น มันเป็นความฝันที่สวยงาม
และมันก็สลับซับซ้อนพอๆกับ “ลูกบาศก์ 12 มิติแห่งเมตาตรอน” (Metatron’s 12 dimensional cube)
จงทำความลึกลับให้กระจ่างเถิด !
เราคือเมตาตรอน และพวกคุณคือผู้ที่เรารัก
...และมันก็เป็นเช่นนี้เอง....
ที่มา : http://spiritlibrary.com/earth-keeper/earth-keeper-chronicles/inner-earth-devic-kingdom-ufo-phenomena
____________________
เครดิต : Chayutt
http://board.palungjit.com________________________________
วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ข้อความจากต่างมิติ – ปิระมิด & 12th Wave of Ascension,โลกคู่ขนาน,จุดประสานมิติ
โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลเอาเองนะครับ
พวกเราเป็นเพียงผู้ที่แปลข้อมูลนี้
ที่เป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษ มาจากเวปไซต์อื่น
แล้วนำมาโพสต์ เพื่อแบ่งปันให้ท่านได้อ่านด้วยเท่านั้นเองนะครับ
หาใช่เจ้าของข้อมูลไม่
แต่อย่างไรก็ตาม..ทั้งหมดนี้..ก็ด้วยความปราถนาดีครับ
.........................................................
ข้อความสื่อสารทางโทรจิตจากมหาเทพเมตาตรอน (Archangel Metatron)
เรื่อง: ปิระมิด และคลื่นระลอกที่ 12 แห่งการเลื่อนระดับขึ้น
(The Pyramid and the 12th Wave of Ascension)
ผู้รับการสื่อสาร: นาย James Tyberonn
วันที่: 6 กันยายน 2011
ผู้แปล: คุณ kindred
ตอนที่ 1:
สวัสดีที่รักทั้งหลาย! เราคือ เมตาตรอน เทพแห่งแสงสว่าง และเราขอต้อนรับพวกคุณทุกคนเข้าสู่การสื่อสารในครั้งนี้
ท่านคุรุทั้งหลาย บนเส้นทางแห่งการท่องไปของพวกคุณ มันจะมีในบางชาติภพ หรือบางเวคเตอร์ในกาล-อวกาศ
ที่พวกคุณจะมีโอกาสก้าวกระโดดทางควอนตัมได้เร็วกว่าภพชาติอื่นๆ ซึ่งภพชาติเหล่านี้แหละ
คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งของโอกาส และการตัดสินใจ ที่จะมากำหนดทางเลือกให้กับพวกคุณ
และภพชาตินี้ ก็เป็นหนึ่งในภพชาติที่กล่าวถึงนี้ ที่ระดับพลังงานและกาลเวลา กำลังถูกเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆอยู่
ดังนั้น จึงกำลังมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นกับโลกที่กำลังขยายตัวนี้ของพวกคุณอยู่
เพราะว่าพวกคุณกำลังเตรียมตัวสู่การเลื่อนระดับขึ้นในปี 2012 นั่นเอง
มนุษยชาติกำลังตื่นขึ้นมาจากยุคแห่งความเพ้อฝันอันเป็นมายานี้อยู่ และนักฝันผู้ได้รับแจ้งข่าวสารทั้งหลาย
ก็กำลังเขี่ยขนแกะออกจากดวงตาของพวกเขาเองอยู่ และพวกเขาก็กำลังตื่นขึ้นมาจากฉากแห่งความฝัน
ที่เต็มไปด้วยการเดินทางอันแสนจะคลุมเครือ ที่ได้เริ่มมานานแสนนานแล้วนี้อยู่
เสียงสัญญาณไซเรนก็ยังคงส่งเสียงอยู่อย่างแผ่วเบาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกล่อมให้ผู้ที่ยังเหนื่อยล้าอยู่กลับไปนอนเหมือนเดิม
แต่ว่าตอนนี้เสียงเล็กๆจากภายในของบรรดานักฝันผู้ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว ก็เรียกร้องอย่างไม่ลดละมากยิ่งขึ้น เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นว่า
จงตื่นขึ้นมาเถิด!
ความปรารถนาลึกๆในใจของผู้ที่มีจิตใจกระจ่างชัด ก้องดังออกมาว่า!
จงเอาพลังอำนาจของพวกคุณไป!
พวกคุณคือพระเจ้า!
และพวกคุณก็ได้สร้างสรรค์รุ่งอรุณแห่งการเลื่อนระดับขึ้น
ในปี 2012 ขึ้นมาแล้ว!
ที่รักทั้งหลาย พวกคุณต่างก็รู้ดีว่า พวกคุณทุกๆคน คือผู้ที่เลือกเองอย่างรอบคอบแล้วว่า
จะมาอยู่บนดาวเคราะห์โลกใบนี้ ในช่วงเวลานี้ ดังนั้นพวกคุณจึงตกลงใจที่จะยอมรับบทบาทหน้าที่
ในกระบวนการเลื่อนระดับขึ้นของดาวเคราะห์โลก ที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอยู่นี้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกคุณจึงสามารถรับรู้ถึงเสียงร้องเรียกอันทรงพลังได้ ในช่วงเวลาแห่งการตื่นรู้ที่สำคัญยิ่งนี้
และดังนั้น ในขณะที่พวกคุณกำลังเตรียมความพร้อมในขั้นตอนสุดท้ายสู่การเลื่อนระดับขึ้นอยู่นี้
จงรับรู้ไว้ว่าพวกเราจะอยู่เคียงข้างพวกคุณในทุกๆย่างก้าวของพวกคุณ ตลอดเส้นทางนี้
ปิระมิดแห่งการตื่นรู้ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกคุณแล้ว และอรรถประโยชน์ของมัน ก็กำลังจะถูกเปิดเผยออกมา
และ ดังนั้นพวกเราจึงจะมาพูดถึงเป้าหมายอันลึกลับของปิระมิดเหล่านี้
..................................................................................................................
ตอนที่ 2:การขยายกำลังขึ้นในปี 2012 (2012 Amplification)
ข้อความสื่อสารทางโทรจิตจากมหาเทพเมตาตรอน (Archangel Metatron)
เรื่อง: ปิระมิด และคลื่นระลอกที่ 12 แห่งการเลื่อนระดับขึ้น
(The Pyramid and the 12th Wave of Ascension)
ผู้รับการสื่อสาร: นาย James Tyberonn
วันที่: 6 กันยายน 2011
ผู้แปล: คุณ kindred
ที่มา:
http://spiritlibrary.com/earth-keeper/the-pyramid-12th-wave-of-ascension
ในปี 2012 จะมีระลอกคลื่นพลังงานอันประณีตและเยี่ยมยอดกว่าพลังงานไหนๆเกิดขึ้น ซึ่งพลังงานที่ว่านี้
อาจจะเรียกได้ว่า คือ “คลื่นพลังงานระลอกที่ 12 แห่งการเลื่อนระดับขึ้น” (the 12th -Wave of Ascension)
มันเป็นคลื่นความถี่ของพลังงานจลน์และคริสตัลไลน์ ที่มีการสั่นสะเทือนแบบพิเศษชนิดหนึ่ง ที่จะเข้ามายังดาวเคราะห์โลก
การหลั่งไหลเข้ามาของระลอกคลื่นแห่งเอกภพที่มีการเคลื่อนไหว (dynamic Cosmic Wave) ในปี 2012 นี้
จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยจริงๆ
พวกคุณเคยถูกบอกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า พวกคุณเคยเข้าคิวรอ เพื่อที่จะได้มาอยู่บนโลกใบนี้ ในช่วงเวลานี้มาแล้ว
นั่นเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งความจริงที่ว่านี้ก็คือ
ด้วยข้อตกลงทางจิตวิญญาณของพวกคุณ
พวกคุณจะมาทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการเลื่อนชั้นขึ้น
ของดาวเคราะห์โลกใบนี้
นี่ไม่ใช่แค่การพูดที่ซ้ำๆซากๆเท่านั้น และก็ไม่ใช่แค่ความคิดเห็นเท่านั้นด้วย แต่มันคือ คำกล่าวอันเป็นจริง
เพราะว่าพวกคุณมีหน้าที่สำคัญในการแสดงนำอย่างมีความรับผิดชอบในปี 2012
มันคือพันธะสัญญาทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่งของพวกคุณ พันธะสัญญาที่จิตวิญญาณได้ให้คำมั่นไว้
ในอันที่จะบรรลุภารกิจนี้ด้วยความรัก และพวกเราขอสรรเสริญพวกคุณสำหรับสิ่งนั้น
คลื่นพลังงานระลอกที่ 12 ของการเลื่อนระดับขึ้นนี้ ถูกเสริมแต่งด้วยพลังงานในการสร้างสรรค์
มันเป็นพลังงานที่มาช่วยเหลือพวกคุณทุกคน มันจะทำให้พวกคุณสามารถต่อสู้และขจัดสิ่งกีดขวางอันสุดท้ายออกไปได้
ปี 2012 คือช่วงเวลาแห่งการรวบรวมผู้ที่มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน
เพื่อก่อให้เกิด “จิตสำนึกอันเป็นหนึ่งเดียวกัน” (unity consciousness)
เพื่อมาสร้างสรรค์โลกแบบใหม่ร่วมกัน
อันเป็นกระบวนทัศน์แบบใหม่แห่งมวลมนุษยชาติ
..................................................................................................................
ตอนที่ 3:คลื่นพลังงานระลอกที่ 12 (The 12th Wave)
คลื่นพลังงานระลอกที่ 12 ของการยกระดับขึ้น จะเริ่มต้นขึ้น
ในวันนิวมูน (เดือนดับ) ของวันที่ 23 เดือนมกราคม ปี 2012
และมันก็จะมีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเป็นเท่าทวีคูณ
จนถึงวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012
ซึ่งในขั้นแรก คลื่นพลังงานที่ 12 นี้ จะถูกรับเข้ามาไว้ในปิระมิดก่อน แล้วจากนั้น มันก็จะถูกส่งต่อไปยัง Sun Disc หลักๆ
และขั้วพลังงาน (power-nodes) ทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกในทันทีทันใด แล้วจากนั้นมันก็จะแผ่กระจายไปรอบโลก
และโอบล้อม หรือหุ้มห่อโลกใบนี้ และโลกทั้งมวล (Omni-earth) เอาไว้
มันจะเหมือนกับการจุดชนวนของเอกภพ (Cosmic Triggers) ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ในปี 2009 ,ในปี 2010 และในปี 2011
เพราะว่าคลื่นพลังงานระลอกที่ 12 นี้ จะไหลผ่านเข้าไปในสิ่งต่างๆที่อยู่บนพื้นโลก ที่มีรูปทรงแปดเหลี่ยม (อ็อคตะฮีดรอน - octahedron)
เช่นฟีปิระมิด (Phi Pyramid) และภูเขาหรือเนินตามธรรมชาติทั้งหลาย ที่มีรูปทรงแปดเหลี่ยมด้วย
ซึ่งหลังจากการมาของกระแสคลื่นเริ่มต้นนั้นแล้ว ก็จะเป็นการหลั่งไหลมาของคลื่นรหัสต่างๆ
ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงของวันอิควินอกซ์ (equinoxes), วันที่เกิดคราสทั้งหลาย, วันเหมายัน (solstices)
และในวันที่ 12 ธันวาคม ปี 2012 ด้วย
และระดับพลังงานก็จะพุ่งขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012
ในวันที่ 12 ธันวาคม ปี 2012 พลังงาน Crysto-Sun Disc ใหม่ จะมีพลังเต็มพิกัด
และจะไปทำให้กระบวนการกระตุ้นพลังงานคริสตัลไลน์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ลง
และก็จะไปเปลี่ยนรหัสของโปรแกรมสุดท้ายของโครงข่ายคริสตัลไลน์ (Crystalline Grid) ด้วย
หลังจากนั้นก็จะเกิดการรีบูทโครงข่ายขึ้นใหม่ และโครงข่ายนี้
ก็จะเปิดใช้งานได้ใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 21 เดือนธันวาคม ปี 2012
นี่คือการถือกำเนิดขึ้นของโลกใหม่
โครงข่ายคริสตัลไลน์ (The Crystalline Grid) ได้กลายเป็นโปรแกรมที่มีบทบาทสำคัญต่อโลก
และได้เข้ามาแทนที่โครงข่ายแม่เหล็กโลก (the magnetic grid) ตั้งแต่ปี 2009 แล้ว
และโครงข่ายคริสตัลไลน์นี้ จะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012
(จะมีการบรรยายถึงหัวข้อนี้ขึ้นอีกในการสื่อสารคราวต่อไป)
และดังนั้น พวกเราจะบอกพวกคุณว่า ในปี 2012 คือ เวลาที่มีค่าอย่างยิ่งที่จะไปหาประสบการณ์ในปิระมิดต่างๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราจึงได้ชี้แนะให้ผู้รับสาส์นคนนี้ ไปจาริกบุญเพื่อปรับแนวตำแหน่งทางพลังงาน ยังเมืองกิซา
..................................................................................................................
ตอนที่ 4: ห้องโถงแห่งกษัตริย์ (The Kings Chamber)
ในตอนนี้ เราจะมาพูดถึงเรื่องของ “ห้องโถงแห่งกษัตริย์” (The Kings Chamber) กัน
ถ้าคุณคือผู้แสวงหาสัจธรรมแนวหน้า ที่กำลังอยู่บนเส้นทางแห่งการพัฒนาตนเองด้านอภิปรัชญาคนหนึ่งหละก็
คุณก็จะได้เข้าไปยังห้องโถงแห่งกษัตริย์นี้ ไม่ช่วงเวลาใดก็ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะไปโดยกายเนื้อหรือไปโดยกายทิพย์ก็ตาม
เพราะภายในนั้นมีประตูทางเข้าพิเศษที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลกของพวกคุณอยู่
ประวัติศาสตร์ในระยะหลังๆมานี้ มนุษยชาติกำลังถูกดึงดูดอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยโอกาสแห่งการมีประสบการณ์แบบควอนตัม
ซึ่งห้องโถงแห่งกษัตริย์ของมหาปิระมิดนี้ได้มอบให้ มันมีตำนาน และเรื่องราวที่เล่าขานกันมาอยู่มากมาย
ที่ย้อนกลับไปถึงยุคของเหล่าผู้พิชิต เหล่าผู้นำ และ เมื่อเร็วๆมานี้ เหล่าผู้มีเวทย์มนต์ทั้งหลายด้วย
แต่พวกเราต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่สามารถจะเกิดขึ้นได้กับแต่ละบุคคล จะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงสว่าง, พลังของความตั้งใจ และความพร้อมของแต่ละบุคคล
เพราะว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ภายในห้องโถงแห่งกษัตริย์นี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีข้อจำกัด..
คนส่วนใหญ่ที่เข้าไปในห้องโถงแห่งกษัตริย์ในยุคปัจจุบันนี้ จะเข้าไปในฐานะของผู้อยากรู้อยากเห็น หรือในฐานะของนักท่องเที่ยว
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทำสมาธิในนั้น อีกทั้งพวกเขายังไม่เข้าใจถึงกลศาสตร์ควอนตัมที่จำเป็นของพวกเรา
ในการจุดชนวนคลื่นเสียงฟีโซนิก (phi sonics) เพื่อที่จะเปิดสนามพลังงานควอนตัมที่อยู่ภายในนั้นขึ้น
และพวกเราอยากจะขอเพิ่มเติมอีกว่า ต่อให้พวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้จริงๆก็เถอะ แต่พวกเขาก็จะได้สัมผัสกับประสบการณ์
เท่าที่ระดับพลังงานและปริมาณแสงสว่างของพวกเขา จะสามารถรับได้เท่านั้นเอง
แต่สำหรับนักปราชญ์ และผู้ที่มีสติปัญญาแล้ว ประโยชน์ที่พวกเขาจะได้ จะเป็นอะไรที่พิเศษเหนือธรรมดา
และปราศจากข้อจำกัดด้านมิติอีกด้วย
ดวงไฟสีฟ้าเข้ม (cobalt-blue orbs) ที่มักถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ก็คือตัวชี้บ่งเบื้องต้น ที่บอกให้ทราบว่า
ประตูมิติได้ถูกเปิดขึ้นแล้ว แต่ว่าปรากฎการณ์นี้ ก็เกิดขึ้นในมิติที่สูงกว่า ในสนามพลังงานที่อยู่สูงกว่าความเป็นขั้วของมิติที่ 3 นี้
..................................................................................................................
ตอนที่ 5: ปี 2012 ในห้องโถงแห่งกษัตริย์
และดังนั้น สิ่งที่ถูกเรียกว่าห้องโถงแห่งกษัตริย์นี้
อันที่จริงแล้ว มันก็คือประตูมิติที่พิเศษและมีศักยภาพที่น่าทึ่งมาก
ซึ่งศักยภาพที่ว่านี้ ก็จะถูกเปิดให้กว้างขึ้น และมากขึ้นไปอีก
ในปี 2012 ในช่วงเวลาของระลอกคลื่นที่ 12 นี้
หรืออาจพูดอีกอย่างหนึ่งว่า สตาร์เกต (Stargate) ของห้องโถงแห่งกษัตริย์นี้ จะถูกทำให้มีความสามารถ
ในการเปิดรับมิติ และทิศทางต่างๆเพิ่มมากขึ้น ในระลอกคลื่นที่ 12 นี้
บางทีถ้าจะอธิบายให้ดีกว่านี้ ก็จะได้ว่า เพราะว่ามุมมันลงตัวมากขึ้น เพราะว่าช่วงกว้าง (Amplitude)
ของการรับสัญญาณ มันจะถูกทำให้สูงขึ้น ในปี 2012 นั่นเอง
ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การที่ระบบสุริยะของพวกคุณ
เข้าไปอยู่ในตำแหน่งจุดกึ่งกลางของกาแล็กซี่ของพวกคุณนั่นเอง
ดังนั้นจึงทำให้มุมของการเรียงตัวของระบบสุริยะของพวกคุณ
กับดวงอาทิตย์ศูนย์กลางกาแล็กซี่ที่ชื่อ Tula (the Great Central Sun - Tula)
อยู่ในตำแหน่งจุดศูนย์กลางพอดีด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ประสบการ์ที่แตกต่างจากเดิมอย่างมากมายใน 'ห้องโถงแห่งกษัตริย์' นี้ ก็จะเป็นไปได้ในปี 2012
ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาใดๆก่อนหน้านี้บนโลกของพวกคุณ
การสั่นสะเทือนด้วยค่า Phi (The Phi Resonance) ภายในห้องโถงนี้ จะถูกทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
และด้วยประสิทธิภาพที่มากขึ้นนี้ ก็จะทำให้ช่วงสเปคตรัมของทั้งมิติที่ต่ำกว่าและสูงกว่า ทั้งมิติภายนอกและภายใน
มีความเป็นไปได้อย่างสุดขั้ว
..................................................................................................................
ตอนที่ 6:การสั่นสะเทือนด้วยค่า Phi (PHI Resonance)
ฟีปิระมิด (Phi Pyramids) คือสิ่งก่อสร้างหลากมิติอันประณีต ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง
รูปแบบของคลื่นเสียง Phi จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งทางกายภาพให้กับส่วนที่เป็นวัตถุธาตุของปิระมิดได้
และสามารถทำให้ส่วนที่เป็นสำเนาทิพย์ทั้งหลายของมันกลายเป็นสำเนา “กึ่งวัตถุธาตุ” ได้
(semi-materialize the etheric doubles)
คลื่นเสียงจะเปิดทางเข้าไปสู่ห้องโถงต่างๆที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ แต่ถ้าไม่มีรูปแบบคลื่นเสียงเหล่านี้
โอกาสในการเข้าถึงประตูมิติต่างๆก็จะเป็นไปได้น้อยลง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ผู้พิทักษ์โลกบางคน
จึงได้ถูกดึงดูดให้เข้ามามีส่วนร่วม และส่งพลังงานเข้าไปในส่วนทั้งสองนี้อย่างเฉพาะเจาะจง
สิ่งที่เป็นโครงสร้างทิพย์ทุกชนิด จะมีรูปแบบคลื่นเสียงเฉพาะตัวเป็นของมันเอง ซึ่งช่วยให้พวกมันคงรูปร่างอยู่ได้
เช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับวัตถุธาตุทางกายภาพทั้งหลาย ที่คลื่นเสียง Phi จะทำหน้าที่เป็นพันธะ
เกาะเกี่ยวอะตอมและโมเลกุลต่างๆของวัตถุธาตุทางกายภาพให้อยู่ด้วยกัน รวมทั้งจะทำหน้าที่
ยึดเกาะโครงสร้างของพลาสมาทิพย์และแสงสว่างเอาไว้ด้วยกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม
ส่วนที่เป็นวัตถาตุทางกายภาพของปิระมิดทั้งหลาย จึงสามารถคงอยู่ได้นานเหลือเกิน และทำไมมันจึงสามารถปรากฏขึ้น
และปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในมิติทิพย์ได้ด้วย
..................................................................................................................
ตอนที่ 7: ท่านมหาเทพเมตาตรอนพูดถึงมหาปิระมิดที่กีซ่า
ถ้าจะพูดกันในเชิงมิติแล้ว ก็จะพูดได้ว่า จริงๆแล้วหมู่ปีระมิดแห่งกิซ่า
ได้เคยหายไป และปรากฏขึ้นมาใหม่หลายครั้งหลายหนแล้ว
แต่เรื่องนี้มันก็ยากที่พวกคุณจะเข้าใจได้ ว่าเมื่อใดที่มันถูกทำให้ปรากฏออกมาเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมที่มีสัดส่วนแบบ phi
(octahedronal phi) และรูปทรงปีระมิดกลับด้านแล้ว รูปทรงเหล่านี้ จะกลายเป็นโปรแกรมโฮโลแกรมเหลว
(fluid hologramic inserts) ที่จะกวัดแกว่งไหลเวียนไปมา ระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงในมิติต่างๆ กับช่องว่างที่ไร้กาลเวลา
พวกมันจะกระพริบและไหลไปตามวงจรของพวกมันเอง โดยไม่มีจุดเริ่มต้นที่เฉพาะเจาะจงที่ใดที่หนึ่ง
ตามมุมมองที่เป็นเส้นตรงของมิติที่ 3
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม หมู่มหาปีระมิดที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่เมืองกิซ่า
จึงมีอยู่มากกว่า 1 เวอร์ชั่น แม้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ จะสามารถมองเห็นพวกมันได้
เพียงแค่เวอร์ชั่นเดียวก็ตาม
ในกาล-อวกาศที่เป็นเส้นตรงในแบบ 3 มิติของพวกคุณ พวกมันจะดูเหมือนว่าเป็นเพียงแค่ โครงสร้างหินที่มีรูปแบบตายตัว
และตั้งอยู่บนโลก เหมือนกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น
ดั้งนั้น การพยายามไปชี้บ่งเอาเองว่า โครงสร้างเหล่านี้เป็นแค่วัตถุธาตุทางกายภาพที่มีรูปร่างตายตัวเท่านั้น
จึงเป็นความบิดเบือนอย่างหนึ่ง และไม่เป็นผลดีต่อความสามารถของพวกคุณ ในอันที่จะเข้าใจถึง
ความสลับซับซ้อนอันมหาศาลของพวกมัน ในฐานะที่พวกมันเป็นประตูไปสู่มิติที่สูงกว่าได้
ดังนั้น ถ้าพวกคุณเข้าไปยังปิระมิดเหล่านี้ ด้วยความเชื่อที่คับแคบแบบนั้น
พวกคุณก็จะไม่สามารถจูนประสาน ให้เข้ากับความถี่นั้นได้อย่างเหมาะสม
และถ้าพวกคุณพยายามที่จะมองให้เห็นถึงความไม่สอดประสานกัน หรือการหายไปของพวกมัน
พวกคุณจะได้รับคำตอบที่น้อยมากๆพอๆกัน
จริงๆแล้วถ้ามนุษย์พยายามที่จะไปกะเกณฑ์กระบวนการของมันเอาเองตามใจชอบ มันก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย
เพราะว่าปิระมิดแบบ phi เหล่านี้ พวกมันคือภาพโฮโลแกรมที่มีชีวิต
และมีความรู้สึกนึกคิด (conscious sentience) เป็นของมันเอง
แถมความรู้สึกนึกคิดที่ว่านี้ ก็มีการขยายตัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
และก็มีการกำหนดตัวมันเองขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา
ไปเป็นรูปทรงเรขาคณิตของมิติที่สูงกว่า ตามกรอบของกฎเลขยกกำลังอีกด้วย
..................................................................................................................
ตอนที่ 8:กระบวนการก่อสร้างมหาปิรามิดที่กีซ่า
ในกระบวนการก่อสร้างมหาปิรามิดที่กีซ่านั้น เครื่องดนตรีที่มีคลื่นความสั่นสะเทือนเสียงเป็นคลื่นความถี่ Phi
จะถูกตั้งเสียงด้วยจิตเพื่อให้พวกมันผลิตคลื่นเสียงออกมาเป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องกลมกลืนกัน
และสัมพันธ์กับสนามพลังงานรวม (Unified Field) ด้วย
ซึ่งการตั้งค่าเสียงนี้จะต้องพอเหมาะพอดีกับขนาดของฐานปิรามิดเป๊ะๆ และจะต้องพอเหมาะพอดีกับ
ช่องว่างภายในปิรามิดที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่ด้วย
ตำแหน่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเสียงทั้งหลาย (Sound-engineering technicians)
จะไปอยู่รอบๆปิรามิดนั้น ก็จะต้องถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เกิดช่องว่างที่มีสภาวะ “ต้านแรงโน้มถ่วง” (anti-gravity) ขึ้น
ในจุดที่เป็นกุญแจสำคัญๆรอบฐานปิรามิดได้อย่างเหมาะสม
จากนั้นเครื่องดนตรีเหล่านั้น ก็จะถูกเล่นให้มีระดับเสียงและจังหวะที่แตกต่างกันไป เพื่อก่อสร้างฐานรากของปิรามิด
คลื่นความสั่นสะเทือนของเสียงบางคลื่น จะถูกเล่นค้ำจุนไว้เพื่อให้บล็อกของหินที่ใช้ในการก่อสร้างฝ่าฝืนแรงโน้มถ่วงได้
แต่อีกครั้งหนึ่ง โปรดอย่าลืมว่า “โครงสร้างต้นแบบ” ของปิรามิดนี้ เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว
ในสนามพลังงานของกระแสความคิด (Thought field) ก่อนที่บล็อกหินทางกายภาพทั้งหลายจะถูกทำให้ปรากฎขึ้น
และถูกทำให้ลอยเข้าไปอยู่ในที่ๆของพวกมัน โดยใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเสียงหลากมิติ
(multidimensional sound engineering)
และแม้ว่าพวกเราจะรู้ว่าเรื่องนี้มันออกจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆ และจินตนาการไม่ออกเลยก็ตาม
แต่ว่าเทคโนโลยีที่ว่านี้ก็เคยถูกใช้มาแล้วจริงๆบนโลกใบนี้โดยอารยชนที่มีความเจริญก้าวหน้าสูงกว่า
ช่องว่างและกาลเวลาตามที่พวกคุณเข้าใจนั้น มันมีการกระเพื่อมถึงกันและกันอยู่ตลอดเวลา
พวกมันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณคิดกัน เพราะว่าตอนนี้ความเข้าใจในกฎทางฟิสิกส์ของพวกคุณ
ยังอยู่ภายในขอบเขตของกาลเวลาแบบเป็นเส้นตรงของมิติที่ 3 นี้อยู่
ดังนั้น เรื่องนี้มันอาจจะทำให้พวกคุณรู้สึกงงๆ แต่ว่ากลุ่มของมหาปิรามิดกีซ่านั้น จริงๆแล้ว
พวกมันไม่มีจุดเริ่มต้นที่แท้จริงให้กาลเวลาแบบที่เป็นเส้นตรงของพวกคุณ
แต่ว่าถ้าพวกคุณอยากจะระบุลงไปให้ชัดๆว่าวันไหนคือวันที่กลุ่มของมหาปิรามิดกีซ่านี้ถูกสร้างขึ้นหละก็
พวกเราก็จะบอกว่า เวอร์ชั่นล่าสุดของพวกมัน ถูกสร้างขึ้นโดยโธท (Thoth) และเหล่าคุรุชาวดาวนายพราน
(Orion Masters) เมื่อ 38,000 ปีที่ผ่านมา แต่ว่านั่นก็เป็นตัวเลขที่วิ่งได้
และจะใช้ได้เฉพาะกับกาลเวลาแบบที่เป็นเส้นตรงเพียงเส้นทางเดียวนี้เท่านั้นนะ
..................................................................................................................
ตอนที่ 9:คำถามถามท่าน Metatron:
มันน่าทึ่งที่ท่านกล่าวว่า โธว์และเหล่าคุรุแห่งดาวนายพราน เป็นผู้สร้างปิระมิดเหล่านี้ขึ้นมา
เมื่อประมาณ 38,000 ปีมาแล้ว ถ้าอย่างนั้น นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นอย่างนั้นหรือ?
ท่าน Metatron:
อา…แต่พวกเราก็บอกแล้ว ว่ามันเป็นตัวเลขที่วิ่งได้ และเพราะว่าปิระมิดนั้น มันได้หายไป
แล้วก็ได้ปรากฏขึ้นมาใหม่ ในมิติทางกายภาพ หลายครั้งหลายหนแล้ว
และ แน่นอนว่า มันเป็นเรื่องที่น่างงมาก (*หัวเราะอย่างสุภาพ) แต่พวกมันไม่ได้ถูกเนรมิตขึ้นมาให้เป็นก้อนหิน
หรือเป็นวัตถุธาตุทางกายภาพเพียงแค่ครั้งเดียวหรอกนะ
จริงอยู่ ที่บางส่วนของเหตุผลที่พวกเราใช้อธิบายนี้ มันอาจจะทำให้พวกคุณงง แต่นั่นก็เป็นเพราะว่า
พวกคุณกำลังสังเกตการณ์จากสมมติฐานของกาลเวลาที่เป็นเส้นตรงอยู่หนะสิ
ดังนั้น พวกเราจะบอกพวกคุณว่า อันที่จริงแล้วปิระมิดนั้น ได้ถูกเนรมิตขึ้นมาก่อนแล้ว ก่อนเวลาที่คุณถามมานั่นซะอีก
แล้วมันก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งในมิติทางกายภาพ เมื่อประมาณ 12,500 ปีที่ผ่านมานี้เอง พวกคุณรู้ไหม
ดังนั้น แล้วตรงไหนหละคือจุดเริ่มต้น? เพราะว่ามันไม่เคยมีจุดเริ่มต้นเพียงแค่จุดเดียวเลย
แต่พวกเราจะบอกว่า เมื่อ 38,000 ปีที่แล้ว
คือช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับกรอบความคิด
ของโลกแห่งความเป็นจริงปัจจุบันของพวกคุณมากที่สุด
มันมีโลกอยู่มากมายหลายโลก ซึ่งพวกเราได้เคยบอกพวกคุณไปแล้วก่อนหน้านี้
รูปทรงแปดเหลี่ยมทั้งหลาย และองค์ประกอบที่สลับซับซ้อนของพวกมัน
คือสิ่งที่มีกลไกทางเรขาคณิตที่เชื่อมต่อโลกแห่งความเป็นจริงทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน
ดังนั้น พวกเราจึงขอบอกว่า มันไม่มีจุดของเวลาที่แน่นอนตายตัว สำหรับการก่อสร้างปิระมิดที่เมืองกิซาเลย
นั่นก็เพราะว่า ณ.เมืองกิซา (Giza) คือจุดตัดที่แม่นยำของโฮโลแกรมของกาล-อวกาศ (time-space holograms)
ของโลกแห่งความเป็นจริงหลากมิติ ของโลกทั้งมวล (Omni-Earth)
โปรแกรมภาพสามมิติ (hologramic programs) ทั้งหมด ของสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “กาลเวลา”
จะดำรงอยู่ร่วมกัน และเชื่อมประสานกันที่จุดๆนั้นพอดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม
ปิระมิดต่างๆ จึงถูกจัดวางตำแหน่งไว้ที่นั่น
ในความเป็นจริงแล้ว พวกคุณมีอดีตมากมาย มีอนาคตมากมาย และมีกระบวนทัศน์ที่ดำรงอยู่ร่วมกันมากมายที่กิซา
ซึ่งทั้งหมดนั้น ก็มีอยู่จริง และมีอยู่-เป็นอยู่ พร้อมๆกันหมด ในเวลาเดียวกันด้วย
ท่านคุรุทั้งหลาย พวกคุณจะต้องเข้าใจว่า
โลกแห่งความเป็นจริง มันไม่ได้มีอยู่แค่เพียงเวอร์ชั่นเดียว
ในความเป็นจริงแล้ว เมืองกิซาก็เป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมอันหนึ่งด้วย
เพราะฉะนั้น หมู่มหาปิระมิดที่เมืองกิซา จึงเป็นช่องทางที่เชื่อมต่อระหว่างโลกภายใน กับโลกภายนอกมากมายหลายโลก
และมันก็มีปิระมิด และช่องทางเชื่อมต่อแบบนี้อยู่อีกมากมาย
แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่จะมีศักยภาพสูงเทียบเท่ากับที่เมืองกิซาแห่งนี้เลย
และ ท่านคุรุทั้งหลาย มันยังมีอย่างอื่นอีกมากมายหลายอย่าง ที่เกิดขึ้นในจุดเหล่านี้
..................................................................................................................
ตอนที่ 10:ตำแหน่งของจุดประสานมิติ
โลกทางกายภาพของพวกคุณ โลกใดโลกหนึ่ง
ณ.จุดที่เป็นปัจจุบันขณะของพวกคุณจุดใดจุดหนึ่ง
จะมีลักษณะเฉพาะเป็นแบบใดนั้น
มันค่อนข้างที่จะขึ้นอยู่กับการมีตัวตนอยู่ของพวกคุณ
และการรับรู้ถึงมันของพวกคุณ
เพราะฉะนั้นแล้ว จักรวาลทางกายภาพ จึงไม่มีวัตถุธาตุทางกายภาพใดๆ
ที่สามารถรับรู้ได้โดยผู้ที่ไม่ได้กำลังอยู่ร่วมใน “ปัจจุบันขณะ” นั้นๆกับพวกคุณด้วย
ยังมีโลกแห่งความเป็นจริงอื่นๆ และจิตสำนึกรูปแบบอื่นๆอยู่อีกมากมาย
ที่กำลังซ้อนทับ และดำรงอยู่ร่วมกัน ในช่องว่างอันเดียวกัน
กับโลกที่พวกคุณกำลังอยู่ในขณะนี้
ชาติภพต่างๆของพวกคุณ เกิดขึ้นและเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งหมด
ภายในโลกแห่งความเป็นจริงและจิตสำนึกเหล่านี้
และมันก็เป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่พวกคุณกำลังอยู่ในขณะนี้นี่แหละ
เพียงแต่ว่า ตัวตนเวอร์ชั่นอื่นๆของพวกคุณ (ภพชาติอื่นๆ - ผู้แปล)
จะไม่สามารถรับรู้ถึงวัตถุธาตุทางกายภาพ
อันเดียวกันกับที่พวกคุณกำลังรับรู้ได้อยู่ในขณะนี้เท่านั้นเอง
เพราะว่าโลกคู่ขนานแต่ละโลก ก็จะมีคลื่นความถี่ที่แตกต่างกันไป
เหมือนกับคลื่นวิทยุ AM และ FM ที่สามารถเดินทางอยู่ในช่องว่างเดียวกันได้
โดยไม่ไปรบกวนซึ่งกันและกัน
โลกแห่งความเป็นจริงคู่ขนานต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ที่สามารถอยู่ในตำแหน่งเดียวกันได้
โดยไม่ขึ้นอยู่กับมายาการของตำแหน่งทางกายภาพแต่อย่างใดเลย
แต่มันก็มีข้อยกเว้นบางอย่างอยู่ ที่เวคเตอร์บางเวคเตอร์ของกรอบการรับรู้ของพวกคุณ
จะสามารถมาเชื่อมประสานกัน ที่จุดกระพริบที่เฉพาะเจาะจงบางจุดได้
จุดเหล่านี้คือจุดที่พวกคุณเรียกกันว่า stargate ,ประตูมิติ และรูหนอนต่างๆ
แต่ว่า แม้ว่ามันจะผ่านมาหลายต่อหลายศตวรรษแล้วก็ตาม
แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการของพวกคุณก็ยังไม่อาจเข้าใจได้มันอยู่ดี
และดังนั้น บนโลกของพวกคุณ จึงยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับตำแหน่งเหล่านี้
และส่วนใหญ่แล้ว พวกมันก็ยังไม่เป็นที่รับรู้กันมากนัก ทั้งที่พวกมัน
ก็อยู่บนตำแหน่งที่เป็นจุดโครงข่าย (grid-points) บนโลกแท้ๆ
ตำแหน่ง grid-point เหล่านี้ คือประตูมิติ และภายในประตูมิติที่พิเศษเหล่านี้
ก็คือจุดเชื่อมประสานกันของโลกแห่งความเป็นจริงทั้งหลาย
ความหลากมิติคือความสมบูรณ์ (validity) ของสนามพลังงานรวม (unified field)
คือความสมบูรณ์ของควอนตัมฟิสิกส์ มันมีอยู่จริง มันเป็นเรื่องจริง มันไม่ใช่นวนิยายวิทยาศาสตร์
แต่จริงๆแล้ว มันคือวิทยาศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว!
มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สามารถจะปรับคลื่นความถี่ในแบบมนุษย์ของตัวเอง
เพื่อให้ Mer-Ka-Na ทำงานได้อย่างเหมาะสมเต็มที่จริงๆ เมื่ออยู่ในตำแหน่งหลากมิติเหล่านี้
ซึ่งนี่แหละคือหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้สามารถสำรวจพวกมันได้
แต่อันที่จริงแล้ว ภายในจุดประสานมิติเหล่านี้ พวกคุณหลายๆคน
ก็มีโอกาสที่จะทำให้ค่าของแสงสว่างของพวกคุณขยายตัวและเพิ่มมากขึ้นกว่าในตอนนี้ได้
หมู่ปิระมิดแห่งเมืองกิซา และจริงๆแล้ว รวมถึงจุดศูนย์รวมพลังงานต่างๆ (power nodes)
และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายด้วย (sacred sites) ล้วนถูกสร้างขึ้นมาบนพิกัดที่เป็นจุดตัดของเวคเตอร์เหล่านี้ทั้งนั้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พวกมันจึงยังคงได้รับความเคารพนับถืออยู่ แต่ความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งของพวกมัน
เกี่ยวกับการก่อสร้าง และวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างของพวกมัน กลับหายสาบสูญไปเสียแล้ว
..................................................................................................................
ตอนที่ 11:แหล่งกำเนิดพลังงานแห่งชีวิต (Life Force Generators)
คำอธิบายที่ง่ายที่สุดคือ จุดประสานมิติเหล่านี้
เป็นแหล่งกำเนิดของรหัสคริสตัลไลน์ของแสงสว่าง
ที่เป็นพลังแห่งชีวิตในตัวของมันเอง
และมันก็มีกระบวนการที่จะทำให้ “กระแสความคิด”
ถูกควบแน่นกลายมาเป็นสสารที่เป็นวัตถุธาตุทางกายภาพได้
หรือทำให้ “เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้” ต่างๆ
ถูกเนรมิตออกมา และตกผลึกออกมาสู่ประสบการณ์ได้
ในระดับที่สูงขึ้นไป พวกคุณทุกคนเข้าใจในเรื่องนี้กันดีอยู่แล้ว
แม้ว่ามันอาจจะยังมีเสียงครวญครางของความไม่เข้าใจอยู่บ้างก็ตาม
มันเป็นเพราะว่าเครื่องพรางในระบบทวิภาวะของพวกคุณ และความเข้าใจอันจำกัดของพวกคุณ
เพราะความที่อยู่ในมายาการของการเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ จึงทำให้เรื่องนี้มันดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นไปได้
ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าจุดเวคเตอร์แห่งพลังเหล่านี้ โดยแก่นแท้แล้ว มันคือแหล่งกำเนิดพลังงานชีวิตนั่นเอง
มันมีจุดประสานมิติแบบนี้อยู่ 12 จุด ที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานกระบวนทัศน์ทั้งหมด (all paradigms)
โลกแห่งความน่าจะเป็นทั้งหมด (all probable realities) และโลกคู่ขนานทั้งหมด (all parallel realities) เข้าด้วยกัน
..................................................................................................................
ตอนที่ 12:เกลียวคลื่นพลังงาน (The Vortex)
ปิระมิดกษัตริย์แห่งเมืองกิซา ไม่เพียงแต่จะอยู่บนโลกของพวกคุณ ในมิติทั้ง 12 มิติเท่านั้น
แต่มันยังอยู่ในโลกคู่ขนานอื่นๆของพวกคุณอีกด้วย
และบนโลกของพวกคุณนี้ มันยังมีสิ่งที่ถูกเนรมิตขึ้นมา ที่สอดแทรกอยู่ระหว่างมิติแบบนี้อยู่อีกมากมาย
แต่ก็ไม่มีชิ้นไหนที่ค่อนข้างจะเด่นชัดมากเท่ากับมหาปิระมิดนี้เลย
มันมีปิระมิดอยู่บนดาวเคราะห์ทุกๆดวงของระบบสุริยะของพวกคุณ
และปิระมิดทุกๆอัน ก็ถูกจัดวางตำแหน่ง
ให้อยู่ในแนวเดียวกันกับดาวนายพราน (Orion
ปิระมิดที่เมืองกีซ่า
ดาว Orion
เมื่อนำ 2 ภาพบนมาซ้อนทับกัน
และแม้ว่าพวกมันทั้งหมด จะมีคุณสมบัติมากมายและอยู่ในมิติที่แตกต่างกันก็ตาม
แต่คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของพวกมันก็คือ การเป็นอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารที่ดีเยี่ยม
นั่นก็เพราะว่า บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆจะมีลักษณะและจำนวนของสนามพลังงานแห่งมิติ แตกต่างจากโลกของพวกคุณ
ณ.จุดที่เป็นห้องโถงแห่งกษัตริย์นั้น มันไม่ใช่จุดศูนย์กลางมวล (center of mass) ของมหาปิระมิดแต่อย่างใด
แต่มันเป็นจุดศูนย์กลางของวอร์เท็กซ์ของพลังงานชั้นปฐมภูมิซะมากกว่า
วอร์เท็กซ์ของพลังงานนี้ อยู่ในทิศทางเดียวกันอย่างถูกต้อง จุดตัดของพวกมัน (ยอดปิระมิด....ผู้แปล)
ถูกวางตำแหน่งบนโลกให้ตรงกับตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพราน และเพื่อที่จะทำให้มันเป็นเช่นนั้นได้
พวกมันจึงถูกวางเรียงกันในแนวทะแยงมุม และกรวยของพลังงานวอร์เท็กซ์ก็ไม่ได้อยู่ตรงกัน
แต่ค่อนข้างที่จะทำมุมกันซะมากกว่า
ถ้าพวกคุณต้องการที่จะไปอยู่ในวอร์เท็กซของพลังงานนี้ พวกคุณก็จะต้องไปยืนอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่ง พวกคุณเข้าใจไหม
พวกคุณต้องรู้ว่าพลังงานมันมีการเคลื่อนไหว และดังนั้น มันจึงมีทิศทางการเคลื่อนไหวของมันเอง
ตอนนี้ เมื่อพวกมันอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งแล้ว มันก็จะดูเหมือนว่า พวกมันถูกจัดการโดยแกนใดแกนหนึ่ง
และแกนที่ว่านั้นก็จะหมุนไปทางนี้ทีและทางโน้นที
ในตอนนี้ ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม หรือภายใต้เงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงมากๆ
ห้องโถงทั้งห้องก็จะดูเหมือนว่ากำลังหมุนอยู่ จนดูราวกับว่าท้องฟ้ากำลังหมุนอยู่
และก่อให้เกิดท้องฟ้าจำลองในร่มขึ้นภายในปิระมิดแห่งนั้น
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้เพราะองค์ประกอบอันซับซ้อนของคลื่นความถี่ที่สอดประสานกัน จึงทำให้มันเป็นเช่นนั้น
ทีนี้ ถ้าฉันตอบคำถามที่คุณได้ถามเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้น โดยการระบุวันที่เจาะจงลงไปให้เลยนี่
สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ก็จะมลายหายไปจากพวกคุณจนหมดสิ้น พวกคุณเข้าใจไหม?
เพราะว่าในกาลเวลา และวันที่ที่เรียงลำดับกันเป็นเส้นตรงนั้น กระแสวอร์เท็กซ์ของพลังงานเหล่านี้
อาจจะไม่ได้ดำรงอยู่ในเวคเตอร์เดียวกันก็ได้ หรืออาจจะไม่ได้อยู่ในสนามความโน้มถ่วงทางดาราศาสตร์เดียวกันก็ได้
แล้วพวกคุณก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย
มันเป็นความหลากมิติ มันไร้กาลเวลา ที่เป็นธรรมชาติแท้ๆของประตูมิติ-วอร์เท็กซ์ของ พลังงานเพื่อเข้าสู่มิติที่สูงกว่า
พวกมันจะเปลี่ยนไปเป็นแสงคริสโต และมีการดึงดูดทางแม่เหล็กไฟฟ้า
พวกมันไม่สามารถที่จะถูกตรึงไว้ในกาลเวลาที่เป็นเส้นตรงได้
เพราะว่าจริงๆแล้ว กาลเวลาที่เป็นเส้นตรงนั้น มีอยู่แต่ในความเป็นทวิภาวะ
และในสนามพลังงานของมิติต่ำๆเท่านั้น
และเพราะว่าเมทริกซ์ของประตูมิติ-วอร์เท็กซ์ของพลังงานแบบนั้น จะดำรงอยู่สูงกว่าระดับนั้นขึ้นไปอีก
ด้วยการผสานกันอย่างสลับซับซ้อนของมิติและโครงข่ายต่างๆมากมายก่ายกอง
ผู้รับสื่อสารจำได้ถึงการไหลวนของพลังงานเป็นรูปอินฟินิตี้ (รูปทรงเลข 8 ตามขวาง) ตอนที่เขาอยู่ในโลงหิน
พวกเราจะบอกว่านั่นคือฟังก์ชั่นการทำงานที่ถูกต้อง นี่เป็นการควบคุมทิศทางที่อยู่ในแนวเดียวกัน
ทิศเหนือ-ทิศใต้ ทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก
บางครั้งมันก็เกิดมีการบิดเบี้ยวของกระแสพลังงาน ที่ไหลมาบรรจบกันในแนวขวางเหนือโลงหิน
แต่ก็อาจไม่ใช่ในตำแหน่งนั่นเสมอไป สิ่งนี้จะแปรผันไปตามวันอิควินอกซ์ต่างๆ
และขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วงด้วย
โลงหินจะมีพลังอำนาจที่พิเศษอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลอื่นๆได้อีกด้วย
แต่ว่าตำแหน่งนี้ของมัน ก็เป็นตำแหน่งที่ถูกต้องมากที่สุดแล้ว
จงจำไว้ว่า เวคเตอร์ในทิศทางที่สำคัญๆได้เปลี่ยนแปลงไปนานแสนนานแล้วเช่นกัน
พลังงานต่างๆที่หลั่งไหลเข้าไปในปิระมิดจะถูกกรั่นกรองและถูกแปลงความถี่โดยประตู Sun Disc ทั้งหลาย
และนั้นก็เป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมจึงมี disc ปฐมภูมิอันหนึ่ง อยู่ใต้ปีระมิด
และทั้งหมดนี้ ก็กำลังจะถูกปรับระดับให้สูงขึ้น ในปี 2011 และปี 2012
..................................................................................................................
ตอนที่ 13:ประสบการณ์ครั้งแรกในห้องโถงแห่งกษัตริย์ของผู้รับสาสน์
ตอนนี้ ในการเข้าไปยังปิระมิดเป็นครั้งแรกของผู้รับสาส์น เขาได้ถูกสอนให้มีประสบการณ์กับความกลัว
ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ในอดีตชาติของเขาในโรงเรียนรสายนเวทแห่งอียิปต์ (Egyptian School of Alchemy)
มันเป็นการบรรลุถึงความสำเร็จที่สำคัญ มันเป็นการระลึกชาติในพิธีจำศีลของเขาที่เคยเกิดขึ้นในห้องโถงแห่งนี้
อันที่จริง มันก็คือตัวอย่างหนึ่งของความไร้กาลเวลา อันเป็นคุณสมบัติของปิระมิด เพราะว่าในประสบการณ์นั้น
ผู้รับสาส์นได้เข้าไปอยู่ในทั้งอดีตและปัจจุบันพร้อมๆกัน โดยอาศัยพลังงานของปิระมิดนั้น
ขั้นตอนสุดท้ายของการบวชเพื่อศึกษาอิทธิฤทธิ์ในสมัยโบราณ (Ancient Alchemy Initiation)
จะมีการนำผู้เข้าพิธีลงไปไว้ในโลงหิน แล้วปิดฝาโลงไว้เป็นเวลา 3 วันครึ่ง ในนั้นมันไม่มีทั้งแสงสว่าง, ไม่มีน้ำดื่ม,
และไม่มีการใช้ยานอนหลับด้วย จะมีก็แต่เฉพาะอากาศที่เพียงพอสำหรับใช้หายใจเพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้
ถ้าหากว่าผู้เข้าพิธีสามารถลดคลื่นความถี่ของร่างกายตนเอง ให้ต่ำลงเพื่อเข้าสู่สภาวะจำศีลแบบโยคีได้เท่านั้น
ผู้ที่ขันอาสาเข้าพิธีในขั้นตอนสุดท้ายนี้มีค่อนข้างน้อย และผู้ที่รอดชีวิตมาได้ก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก
ผู้รับสาส์นได้เลือกที่จะมีประสบการณ์กับการเข้าพิธีดังกล่าวนี้อยู่ 3 ชาติภพติดต่อกันที่อียิปต์
และมี 2 ใน 3 ชาติที่เขาได้สิ้นชีวิตลงในโลงหินนี้ ครั้งแรกเพราะเขายังเด็กเกินไป ครั้งที่สองเพราะเขายังไม่มีการเตรียมตัว
และครั้งที่สามเขาก็รอดชีวิตมาได้ แต่ทั้งสามครั้งจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญ และต้องกำจัดความกลัวออกไป
ในการเลือกของเขาทั้งสามครั้งนี้ เขาประสบความสำเร็จเพียงแค่ครั้งเดียว
..................................................................................................................
ตอนที่ 14: (จบครับ)
การเปลี่ยนแปลงแบบปาฏิหาริย์ (Alchemy Transition)
ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะไม่ทำให้คุณตาย สิ่งอื่นก็จะทำให้คุณตายแทน ถ้าอากาศจะไม่เปิดทางรอดให้คุณ
ดังนั้นพลังอำนาจแห่งความตั้งใจที่จะรอด จะรับประกันเส้นทางที่มีอยู่มากกว่าหนึ่งเส้นทางให้กับคุณแทน
ผลลัพธ์ของเส้นทางเหล่านั้น มันอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ แต่พวกมันต่างก็เป็นทางเลือกที่สำคัญด้วยกันทั้งสิ้น
ในขั้นตอนสุดท้ายของการสำเร็จการศึกษานั้น ผู้เข้าพิธีจะต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัว
ที่ก่อตัวทับทวีขึ้นเรื่อยๆของตัวเองเสมอ
และจะต้องเผชิญหน้ากับความมืดของตัวเองเสมอ แล้วเปลี่ยนพวกมันให้ไปเป็นแสงสว่าง
ผ่านทางความตั้งใจของพวกเขาเอง มันคือ Alchemy Initiation
และดังนั้นพวกเราจะบอกกับพวกคุณว่า ทุกๆคนที่เพียรพยายามจะบรรลุไปให้ถึงสภาวะ
ของการเป็นผู้รู้ผู้ตื่นขั้นสุดท้ายให้ได้นั้น จะต้องเอาชนะความกลัวไปให้ได้
และนั่นแหละคือสิ่งที่คุณได้เผชิญมาแล้วในประสบการณ์นี้ และในช่วงขณะที่คุณกำลังเผชิญหน้ากับความกลัวขั้นสูงสุด
และกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจลึกๆของคุณอยู่นั้น แม้ว่าคุณจะไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมดก็ตาม
แต่คุณก็ได้เปลี่ยนแปลงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของคุณไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ความทรงจำของสองชาติแรก จึงได้ถูกระลึกรู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในตอนที่ผู้รับสาส์นเข้าไปในอุโมงค์นั้นเป็นครั้งแรก
ในทำนองเดียวกัน ประสบการณ์ในการเข้าพิธีครั้งที่สาม ซึ่งเป็นประสบการณ์แห่งความสำเร็จและเสร็จสิ้นสมบูรณ์
เพราะความสามารถในการเอาชนะความกลัวได้นั้น ก็ได้ถูกนำกลับมาให้ได้ระลึกรู้ใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยเช่นกัน
ในฐานะที่มันก็เป็น “สถานการณ์” อย่างหนึ่ง และได้ถูกมีประสบการณ์ไปแล้วในห้องโถงแห่งนั้นเหมือนกัน
ประสบการณ์นี้ถูกเลือกขึ้นมาเพื่อที่จะใช้เปลี่ยนแปลงอดีต และเพื่อที่จะเข้าใจถึงความไร้กาลเวลาของทุกๆภพชาติ
ผู้รับสาส์นได้มองเห็นเวอร์ชั่นอื่นๆของตนเองทั้งสามเวอร์ชั่น และเวอร์ชั่นอื่นๆเหล่านี้ ก็มองเห็นว่า
เวอร์ชั่นปัจจุบันในมิติทางกายภาพนี้ของเขา คือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง
ทั้งหมดนี้สนับสนุนให้เกิดความสำเร็จที่ทรงประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดบทเรียนรู้ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีต
และรวมถึงก่อให้เกิดความเข้าใจที่ว่า
“มันมีแต่เพียงปัจจุบันขณะที่ผันแปรอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น”
(there is only the dynamic NOW)
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จที่ได้เกิดขึ้นในห้องโถงแห่งนั้น เพราะว่าในนั้นมันไร้ซึ่งกาลเวลา
สิ่งที่จะถูกรับรู้ได้ใน vortex นั้น ก็คือการขจัดสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ทั้งหมดให้ออกไป
และคือการสอดประสานกลมกลืนกันของความรักในทุกๆภพชาติใน Mer-Ka-Na
สิ่งที่ได้รับจากความมานะอุตสาหะนั้น มันมีมากมายเกินกว่าที่เขาจะตระหนักรู้ได้เสียอีก
เขาได้หลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ และก็รู้สึกเป็นสุขอยู่ด้านนอกของกำแพง
หลังจากที่ได้รับรู้ถึงจุดประสงค์ในการมาที่นี่ของตัวเองแล้ว
พวกเราจะขอบอกเพิ่มเติมว่า ผู้รับสาส์นคนนี้จะถูกดึงดูดให้กลับไปยังปิระมิดต่างๆอีกครั้งหนึ่ง
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 แต่ด้วยจุดประสงค์และประสบการณ์ที่จะได้รับที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
มันจะเป็นการแสดงสลับฉากอันน่ามหัศจรรย์และเปี่ยมไปด้วยความเบิกบานสนุกสนานของแสงสว่างและแนวทางอันยิ่งใหญ่
มันจะเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ในช่วงเวลาที่วิเศษสุด...
และมันจะเป็นการยกระดับขึ้นครั้งมโหฬาร ของข้อมูลที่บรรจุอยู่ภายใน
มันไม่มีอะไรที่จะต้องไปกลัว และมันก็ไม่มีอะไรที่มากเกินกว่าจะรับได้
มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
ที่มา : http://spiritlibrary.com/earth-keeper/the-pyramid-12th-wave-of-ascension
____________________
เครดิต : Chayutt
http://board.palungjit.com/f2/ข้อความจากต่างมิติ-–-ปิระมิด-and-12th-wave-of-ascension-โลกคู่ขนาน-จุดประสานมิติ-308874.html
________________________________
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























