แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องผี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องเล่าสยองขวัญลางมรณะ

201211141133311

"กชวรรณ" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากลางร้าย
คนโบราณแทบทั้งโลกล้วนแต่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ โชคลางต่างๆ นานา เพราะเป็นที่พึ่งทางใจสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อโลกเจริญ วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ผู้คนมีการศึกษามากขึ้น ความเชื่อเก่าๆ ก็ลดน้อยถอยลงไปทุกที
ความเชื่อเรื่องภูตผีกับโชคลางของคนสมัยก่อนค่อนข้างจะมากมายหลายประการ ตั้งแต่ธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลมพายุที่ทำให้เกิดดินถล่ม ต้นไม้หักโค่น น้ำท่วม ก็มักจะเชื่อว่าเกิดจากอำนาจของสิ่งลึกลับที่เรียกรวมๆ กันว่าผี! จนถึงเชื่อโชคลางต่างๆ ที่เกิดจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เป็นต้น
แม้แต่สัตว์ก็นับว่าเป็นโชคลางด้วยเหมือนกัน แต่เป็นลางร้าย!
สัตว์ที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสื่อ หรือตัวแทนของภูตผี ได้แก่ งู แมวดำ นกที่หากินกลางคืน เช่น นกแสก นกเค้าแมว แม้แต่นกสีดำ เช่น กา ก็เชื่อว่าเป็นตัวแทนของลางร้ายเช่นกัน
พวกฝรั่งที่คนส่วนมากคิดว่าเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ยิ่งกว่าคนเอเชีย กลับดูเหมือนจะเชื่อถือในโชคลางมากที่สุด
บ้านไหนมีคนเจ็บป่วยอยู่ ถ้ามีนกสีดำมาเกาะหน้าต่างก็เชื่อกันว่าคนป่วยนั้นจะต้องตายแน่นอน หรือถ้าตะเกียงเกิดดับแล้วติดเอง 3 ครั้ง เจ้าของบ้านมักจะเสียชีวิตในเร็ววัน
นอกจากนั้นยังมีการเชื่อถือว่า ถ้าออกจากบ้านแล้วมีแมวดำวิ่งหรือเดินตัดหน้า จะเกิดเคราะห์ร้าย ต้องหันหลังกลับบ้านจะปลอดภัยที่สุด ไหนจะเรื่องการทำไวน์หกรดเพื่อน, ทำมีดตก, กระจกแตก...เหล่านี้ถือว่าเป็นลางที่บอกเหตุร้ายทั้งสิ้น
กระจกแตกเป็นลางร้ายที่เชื่อถือตรงกันไม่ว่าฝรั่งหรือไทย!
มีเหตุผลว่า กระจกเป็นสิ่งสะท้อนภาพเจ้าของ ในกรณีที่เป็นกระจกส่วนตัว เมื่อมีการส่องกระจกดูหน้าตาของตัวเองบ่อยๆ จิตวิญญาณก็จะเข้าไปสิงสู่อยู่ในกระจกนั้น ถ้ากระจกแตกก็เป็นสัญญาณว่าวิญญาณจะต้องออกจากร่างแน่นอน
ดิฉันได้ประสบกับลางร้ายดังกล่าวจากเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานบริษัทเดียวกัน จะว่าเป็นเรื่องประหลาดก็ได้ค่ะ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นความประหลาดที่ทำให้เพื่อนฝูงต่างขนหัวลุกไปตามๆ กัน
"แต้ว" เป็นสาวสวยระดับดาราของพวกเรา ตอนที่เธอเรียนจบมาทำงานใหม่ๆ ยังมีคนทักว่าทำไมไม่ประกวดนางงาม หรือไม่ก็เป็นดาราหนังดาราละครเสียเลย? รับรองว่ารุ่งโรจน์สดใสในวงการบันเทิงแน่ๆ แต่แต้วตอบอย่างมั่นใจว่าไม่ชอบ ไม่อยากเป็นดารา แม้จะมีแมวมองมาทาบทาม 2-3 รายแล้วก็ตาม
"ใจมันไม่รักนี่นา หมอดูก็บอกว่าดวงไม่สมพงศ์กับอาชีพนักแสดง...ไม่รุ่งทางนี้ แต้วเองก็ไม่อยากดัง ไม่ชอบเป็นจุดเด่น กลายเป็นเป้าสายตาใครๆ ชีวิตมันไม่อิสระยังไงก็ไม่รู้"
แต่ทั้งๆ ที่บอกว่าไม่อยากเด่น แต้วกลับชอบแต่งตัวเก๋ไก๋ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แบรนด์เนม อินเทรนด์ตลอด แต่งหน้าตาสะสวยทุกวันก็ว่าได้ เล่นเอาพนักงานผู้ชายชอบแวะมาเจ๊าะแจ๊ะที่โต๊ะเธอเป็นประจำ
แต้วยังไม่มีแฟนจริงๆ จังๆ นอกจากคบกันแบบเพื่อนฝูง...การที่เธอมีรถยนต์ใช้ มีเสื้อผ้าและของใช้หรูหราก็ไม่น่าแปลกอะไร...พ่อแม่เธอมีฐานะระดับเศรษฐีค่ะ!
วันหนึ่งก็เกิดเรื่องใหญ่...
หลังจากกลับจากกินอาหารกลางวันใกล้ๆ บริษัทที่สุรวงศ์ แต้วเปิดกระเป๋าหยิบกระจกมาดูหน้าตาตามประสาคนรักสวยรักงาม แต่กระจกหลุดมือลงมาแตกออกเป็นสองเสี่ยง...แต้วหวีดร้องจนเพื่อนฝูงตกอกตกใจไปตามๆ กัน
พอรู้เรื่องเข้าก็ซุบซิบกันว่าเป็นลางร้าย แต่หลายๆ คนรวมทั้งดิฉันก็ปลอบว่าอย่าไปคิดอะไรมาก...ตอนนี้เราก็อยู่ในยุค 3 จี อยู่แล้ว ญี่ปุ่นเข้า 4 จี 5 จี ก็่ช่างเขาเถอะ...อย่ามัวแต่เชื่อถือโชคลางเป็นคนแก่ไปดีกว่า
แต้วยังหน้าตาซีดเซียว บ่นแต่ว่ากระจกตกเตี้ยๆ ไม่น่าจะแตกนี่นา! วันต่อมาก็ปรับทุกข์ว่าหมู่นี้ฝันร้าย...ฝันเห็นแต่คนที่ตายไปแล้วทั้งนั้นเลย!
บางคนปลอบว่าการฝันเห็นคนตายหมายถึงผีมาให้พลัง อย่าคิดมากไปเลยเดี๋ยวจะหมดสวยเปล่าๆ แต้วได้แต่กลืนน้ำลาย พยักหน้า แววตาบอกว่ากำลังสับสนหรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง...จนกระทั่งเวลาผ่านไปสิบกว่าวัน ใครๆ ก็พากันลืมเรื่องลางร้ายของแต้วไปหมดแล้ว แม้แต่เธอเองก็ดูสะสวยสดชื่น กระปรี้กระเปร่าและมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
วันหนึ่งพวกเราก็ได้รับข่าวร้าย...แต้วตกบันไดบ้านลงมาคอหักตายคาที่ ขณะที่รีบร้อนจะมาทำงาน...ลางร้ายของเธอกลายเป็นความจริงแทบไม่น่าเชื่อ นึกถึงแล้วขนหัวลุกค่ะ!

รวม ตุ๊กตาผี ฮาโลวีน สยองขวัญ

เข้าสู่เดือนแห่งความสะพรึงกลัวกันอีกแล้ว กับ วันฮาโลวีน แต่ก่อนจะถึงวันที่เพื่อนๆออกไปหลอกหลอน เอ้ย! .. ออกไปเที่ยว แต่ตัวธีมผีๆนั้นเอา ตุ๊กตาผี จากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกมาให้เพื่อนๆดูหลอนๆกันก่อน ดูไปดูมา น่ากลัวจริงๆอะ!!! >,<
ตุ๊กตาผี-ฮาโลวีน7
1. ตุ๊กตาผีสิง ผูกโบว์สีแดง
เจ้าของเดิมซื้อมาจากร้านขายของเก่า แล้วก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ได้ยินเสียงเด็กมาวิ่งรอบๆเตียงนอน วันต่อมาก็ฝันว่า เด็กผู้หญิงมาชวนไปเล่นด้วย ในฝันเขาปฏิเสธ พอตื่นมาจำได้ว่าเด็กผู้หญิงในฝัน…..ผูกโบว์สีแดง

2. “แมนดี้” ตุ๊กตาผีขี้เล่น
สาว น้อย “แมนดี้” หรือ “มิเรียนด้า” เป็นหนึ่งในศิลปะวัตถุที่อยู่ใน พิพิธภัณฑ์ “เควสเนล” ประเทศแคนาดา แต่ทว่าศิลปะวัตถุชิ้นนี้ขี้เล่นมากไปหน่อย ”แมน ดี้” ถูกหญิงสาวผู้หนึ่งบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งในตอนนั้นสภาพของเธอแทบจะดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าก็กะรุ่งกะริ่งแถมร่างกายก็มีรอยฉีกขาดอยู่เต็มไปหมด
เจ้าของเดิมของ “แมนดี้” เล่าว่า เธอมักจะตื่นมากลางดึก พร้อมได้ยินเสียงเด็กร้องไห้สะอึกสะอื้นจากห้องใต้ ดิน  เธอจึงเดินตามหาเสียงร้องโหยหวนนั้นไป แต่กลับพบเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ ทั้งๆที่เธอปิดหน้าต่างไว้ดีแล้ว แต่หลังจากที่ผู้บริจาคยก “แมนดี้” ให้กับพิพิธภัณฑ์  เธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงร้องนั้นอีกเลย หลาย คนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ยังบอกด้วยว่า  พวกเค้าเคยเห็น “แมนดี้” กะพริบตาและจ้องมองพวกเค้า ส่วนเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็มักจะเห็นเธอไปโผล่อยู่ตามห้องต่างๆ

3. “แอนนาเบล สุดน”
ในปี 1970 มีคุณแม่ใจดีผู้หนึ่งซื้อตุ๊กตา “เร็กเกดี้แอนด์” ขนาดเท่าเด็ก 4 ขวบ(ที่มีผมเป็นไหมพรมสีแดงและใส่ชุดเอี้ยม) เป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูก สาวของเธอ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของความอาถรรพณ์ระดับตำนาน ”แอนนาเบล”เป็น ตุ๊กตา ที่มีความชั่วร้ายมาก จนต้องนำไปขังไว้ในกล่องแก้วที่พิพิธภัณฑ์ “ออคคัลท์” ของ “เอ็ด วอร์เรน” ชายผู้หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติ
เรื่องเล่ากล่าวไว้ว่า “เอ็ด” ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาจากบาทหลวงที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเค้า เนื่องจากมีพยาบาลสาว 2 คน “ดอนน่า”และ “แองจี้”  ได้เจอกับวิญญาณของคนที่สิงสู่อยู่ในร่าง ตุ๊กตาที่แม่ของ “ดอนน่า” ซื้อให้เป็นของขวัญ พยาบาล ทั้ง 2 คน เล่าว่า “แอนนาเบล” ย้ายที่ไปเรื่อย ทั้งที่มันถูกตั้งไว้บนชั้นวางของ หลังจากนั้นไม่นานตุ๊กตาตัวนี้ ก็เริ่มมีท่าทางเหมือนกับมนุษย์ ทั้งคู่รู้สึกเหมือนโดน “แอนนาเบล” จ้องมองตลอดเวลา และในที่สุดมันก็ค่อยๆทำร้ายพวกเธอ จนต้องขอความช่วยเหลือจาก “เอ็ด วอร์เรน” ทุก วันนี้ “แอนนาเบล” ก็ยังไม่หยุดความนไว้เพียงเท่านี้ เพราะมีรายงานว่า ทุกๆอาทิตย์เธอยังคงออกมาจากกล่อง และสร้างความสยองให้กับคนที่เข้าชม พิพิธภัณฑ์

4. “ฮาโรลด์ ผีตัวแรกของอีเบย์”
“ฮาโรลด์”ถือว่า เป็นตุ๊กตาผีสิงตัวแรก ที่ถูกนำมาประมูลในเวปไซต์”อีเบย์”เลยก็ว่าได้ คนขายกล่าวว่ามันถูกสร้างขึ้นในปี 1930 และถูกนำมาใช้ในการแสดงหนังสั้นซึ่งหลายคนเห็นว่ามันค่อยๆขยับร่างกายได้ เอง จากนั้น “ฮาร์โรลด์” ก็กลายมาเป็นตุ๊กตาผีสิงที่มีชื่อเสียงทั้งใน Internet และบทความตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต่างก็พูดถึงความน่าสะพรึงกลัวของมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลิปวิดีโอของ “ฮาโรลด์”ที่มีเสียงหมุนนิ้วมือขวา ทั้งๆที่วัสดุตรงนิ้วมือเป็นของแข็ง
อย่างไรก็ตามเจ้าของคนใหม่ของ “ฮาโรลด์ ผีสิง” ได้นำมันไปซ่อมแซมให้เหมือนใหม่ จนทำให้หลายคนอยากรู้ว่า จริงๆแล้วมันมีผีสิงหรือไม่ ?คำตอบของผู้ครอบครองเจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้คือ “ไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์ได้”

5. “คิคุโกะ” ตุ๊กตาผีญี่ปุ่น
ตุ๊กตาตัวนี้อยู่ที่วัดมันเนน หมู่บ้านคุริซาว่า อ.โงจิ ฮอคไกโด เด็กหญิงเจ้าของตุ๊กตาชื่อว่า “คิคุโกะ” คิคุโกะรักตุ๊กตาตัวนี้มาก ป้อนข้าวป้อนน้ำนอนด้วยกัน หลังจากนั้นคิคุโกะก็ได้ป่วยและเสียชีวิตลง พ่อ และแม่ของเธอจึงนำตุ๊กตานี้ ไปไว้กับป้ายวิญญาณของเธอเพื่อให้อยู่เป็น เพื่อนเล่น ตุ๊กตาที่แต่เดิมผมสั้นกลับมีผมยาวลงมาจนเลยไหล่
คิคุโกะจังตายมานานกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากผมที่ยาวได้แล้ว ปากของตุ๊กตาที่เคยหุบสนิท กลับเปลี่ยนเป็นเผยอยิ้มขึ้นมาด้วย ปัจจุบันที่วัดมันเนนในวันที่พระอาทิตย์ ข้ามเส้นศูนย์สูตร ทำให้กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ได้ถูกกำหนดให้เป็นวัน “ตุ๊กตาคิคุ” ซึ่งจะมีพิธีการตัดผมที่ปรกหน้าตุ๊กตาออก และเปลี่ยนกิโมโนให้ใหม่ หลังจากนั้น ผมที่ตัดแล้วก็ยังคงยาวใหม่อยู่เสมอ วันที่ 21 มีนาคมของทุกปี จะมี “พิธีตัดผม” ของตุ๊กตา*ข้อมูลจากหนังสือ อาถรรพณ์ผีญี่ปุ่น 2



6. “เมอร์ซี่ ผีเด็ก”
“เชอร์รี่ คุน”เป็นเจ้าของตุ๊กตาหน้าตาน่ารักสูง 45 เซนติเมตร ที่คาดว่าจะมีวิญญาณของเด็ก7 ขวบสิงอยู่ ตั้งแต่เธอประมูลมันมาจากเวปไซต์อีเบย์ ก่อนหน้านี้ “เชอร์รี่” เคยคิดว่า  เรื่องตุ๊กตาผีพวกนี้เป็นเพียงเรื่องสยองขวัญในหนังฮอลลีวู้ด เธอจึงประมูล ตุ๊กตาตัวนี้เพื่อทำการพิสูจน์ความจริง เมื่อ “เชอร์รี่”ได้ตุ๊กตามาเธอก็ทำการตรวจสอบมัน  โดยการถ่ายภาพและใช้กล้องวิดีโออัดภาพ “เมอร์ซี่” ทั้งวันทั้งคืน
ในที่สุดตุ๊กตา”เมอร์ซี่” ก็แผลงฤทธิ์ให้เธอเห็นในตอนกลางดึก หลังจากที่ถ่ายรูปเสร็จ จู่ๆวิทยุในห้องก็เปิดขึ้นเองและเปลี่ยนคลื่นไปมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นอีก 2 วัน “เชอร์รี่”ตื่นขึ้นมาและพบว่า ตุ๊กตาหล่นจากตู้ แต่ไม่ได้หล่นมาในท่านั่งเพราะเจ้าตัวนี้หล่นลงมาแล้วยืนอยู่บนขาของตัวมัน เอง เรื่องพิศวงก็ยังคงมีมาไม่หยุดไม่หย่อน
แต่”เชอร์รี่”ก็ยังคงเก็บตุ๊กตานี้ไว้เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับมัน แม้ว่าเธอจะรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่”เมอร์ซี่”อยู่ใกล้ๆ


7. “ตุ๊กตาผี อลิส”
แมรรี่ฟอร์ด เป็นเจ้าของเป็นตุ๊กตาผีสิงตัวนี้ เธอเล่าว่าสายตาของเธอตุ๊กตาอลิสจะมองตามคุณไปรอบๆห้อง และจะแสดงสีหน้าเมื่อเธอไม่ชอบคุณ  และในยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงกรีดร้อง
8. “ตุ๊กตาจูเลียต”
เอมิเลีย ตุ๊กตาผีจากอิตาลี เป็นตุ๊กตาที่พ่อชาวอิตาลีมอบให้กับลูกสาวเพื่อเป็นของ ขวัญ แต่เนื่องจากเกิดสงคราม ลูกสาวเขาเสียชีวิต ตุ๊กตาตัวนี้สูญเสียแขนทังสองและหนังศรีษะ แม่ของเธอเชื่อว่า ตุ๊กตาตัวนี้มีวิญญาณของลูกสาวสิงอยู่



9. “ตุ๊กตาผี แครอราย”
เจ้าของได้ซื้อมาจากร้านขายของเก่า ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาด จนในที่สุดเธอต้องตัดสินใจ นำไปทิ้ง

10.  อันนี้ตุ๊กตาที่ทำมาจากผิวหนังคนตาย ผิวหนังของคนที่ตายแล้วที่ ญี่ปุ่น เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงความเย็นชา ของสิ่งที่ “เคย” มีชีวิต …
ที่มา Teen.mthai

  • รูปภาพ:doll8.jpg

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“เรื่องเล่าลึกลับ” ขนหัวลุก... สุดท้ายกลายเป็นจริง.!!

บางครั้งเรื่องจริงก็เหลือเชื่อกว่านิยายเสียอีกนะนี่ บ้านเรามีผีอาฆาต, ความเชื่ออะไรน่ากลัว และที่
เมืองนอกก็มีเหมือนกันนะครับ แถมบางเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับการฆาตกรรมที่ฮิตในอเมริกา
แต่แล้วจู่ๆ เรื่องนี้กับกลายเป็นเรื่องจริงซะนี่

Clown Statue / The Clown Doll


ชาวอเมริกันบางคนกลัวตัวตลกครับ (จากการวิเคราะห์ของนักจิตวิทยาพบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบตัวตลก) ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ภาพยนตร์หลายเรื่องมักใช้ตัวตลกมาทำเป็นสัตว์ประหลาดทำร้ายคน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าที่น่าขนหัวลุกเกี่ยวกับตัวมันอีก โดยเรื่องเริ่มขึ้นว่าในระหว่างที่บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ในกลางคืนดึกวันหนึ่ง ระหว่างที่พ่อแม่ดูทีวีในห้องอยู่นั้น ก็มีเด็กซึ่งเป็นลูกของพวกเขามายังในห้อง (บางที่ก็บอกพี่เลี้ยงเด็ก) พ่อแม่เด็กถามเด็กว่าทำไมไม่ไปนอน ตื่นขึ้นมาหาพวกเขาทำไม เด็กคนนั้นตอบว่าช่วยจัดการกับรูปปั้นตัวตลก (ตุ๊กตาตัวตลก) ในห้องของผมทีครับ มันจ้องหน้าผมเวลานอนจนผมเป็นประสาทและนอนไม่หลับเมื่อพ่อแม่ได้ยินเด็กพูดดังกล่าวก็อึ้ง เพราะว่าบ้านพวกเขาไม่ได้มีรูปปั้นตัวตลกในห้องนอนสักหน่อย
และเขาก็ไม่เคยซื้อรูปปั้นดังกล่าวมาด้วย และรูปปั้นตัวตลกในห้องนั้น นั่นคืออะไรล่ะ? ด้วยความกลัวพวกเขาก็โทรเรียกตำรวจทันที และผลปรากฏว่าไม่พบรูปปั้นตัวตลกในห้องนอนของพวกเขา แต่พบว่ามีร่องรอยบุกรุกจากภายนอก สันนิษฐานว่าคนจรจัด ไม่ก็คนบ้าได้ปลอมเป็นตัวตลกแอบบุกรุกในบ้านหรือไม่ก็คนบ้าหลบหนีจากคุกเพื่อฆ่าเด็ก และเรื่องเล่าดังกล่าวก็เคยถูกนำมาแต่งเป็นนิยายของ สตีเฟ่น คิง และถูกนำมาเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Stephen  King's It (1990)  หรือเรื่อง Killer Klowns
(1988), Clownhouse (1990) ที่นำเสนอเป็นสัตว์ประหลาดที่มันจะออกมากินเด็กในเมืองนั้น และมันก็เกิดขึ้นจริงซะงั้น? ในปี 1990 ที่ West Palm Beach ฟลอริด้า หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเชียลา (shelia keen) อายุ 27 ปีถูกยิงตายโดยผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า คนฆ่าอยู่ใกล้ศพของเธอนั้นแต่งตัวเป็นตัวตลกใส่วิกผมสีส้มทอง (และคดีนี้ไม่สามารถไขได้ จนกลายเป็นคดีปริศนาในเวลาต่อมา) แต่ฆาตกรตัวตลกนี้เทียบไม่ได้กลับฆาตกรต่อเนื่องนาม จอห์น เวยน์ เกซี (John Wayne Gacy 1942~ 1994) ที่ทำการฆาตกรรมฆ่าข่มขืนเด็กหนุ่ม 33 ชีวิตในระหว่างปี 1970-1978 ในเมืองชิคาโก้ รัฐอิลินอยส์ เขาถูกตั้งฉายาว่า ฆาตกรตัวตลกเนื่องจากเขาชอบ แต่งตัวเป็นตัวตลกไปเยี่ยมเด็กๆ ในโรงพยาบาลหรืองานกุศล สุดท้ายเขาก็ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือด

The Living Severed Head


เป็นความเชื่อของคนหลายคนทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะแค่อเมริกา โดยเชื่อว่าเมื่อคนโดนตัดหัวหลุดจากบ่า แต่แล้วหัวนั้นมันมีชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง มันยังคงพะงาบๆ และมันเหลือบมองหน้าคนตัดอย่างอาฆาต!! และมันก็เกิดขึ้นจริงซะงั้น!! เมื่อหัวเราหลุดจากบ่า เรายังมีชีวิตอยู่ต่อได้ไหม เราสามารถกระพริบตาพะงาบๆ สมองยังทำงานได้ไหม
เรื่องเหล่านี้เริ่มขึ้นในช่วงที่กิโยติน หรือเครื่องตัดหัวเป็นที่นิยมใช้ประหารนักโทษ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการประหารที่ทำให้ผู้ถูกประหายตายอย่างรวดเร็ว หมดจด สมองไม่เสียหาย เวลาประหารแต่ละทีจะทำท่ามกลางประชาชนที่มามุมแน่นขนัด และนั้นเองทำให้พวกเขามีโอกาสเห็นหัวยังมีชีวิต  หนึ่งในนั้นคือ สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่ 17 กรกฎาคม 1793 สาวนาม ชาร์ล็อตต์ คอร์เดย์ (Charlotte Corday) สาวบ้านนอกที่ทำการฆาตกรรม พอล มารัต (Jean-Paul Marat)เธอถูกประหารด้วยกิโยติน หลังจากคมมีดตัดเอาศีรษะเธอกระเด็นออก ผู้ช่วยประหารคนหนึ่งหยิบหัวเธอมา แล้วตบแก้ม พยานโดยรอบยืนยันว่าดวงตาของเธอกลอกมามองเขาพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจและได้พูดคำว่า ไม่ได้ (couldn) หลังจากนั้น ผู้คนที่จะถูกประหารด้วยกิโยตินก็จะถูกขอให้กระพริบตา ผลคือมีนักโทษหลายคนแสดงให้เห็นว่าแม้ถูกตัดหัวตนก็ยังมีชีวิตอยู่
ใน 1905 จากหลักฐานต่างๆ สามารถสรุปได้ว่าแม้ถูกตัดหัวแล้ว สมองของคุณ ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้หลายวินาทีก่อนที่จะตาย โดยหนึ่งในนั้นมาจากงานทดลองของดอกเตอร์ โบเรียคซ์ (Beaurieux) ผู้ซึ่งทำการทดลองจากฆาตกรฝรั่งเศสชื่อ แลงกุยล์เลอ (Languille) หลังจากเขาถูกแท่นตัดคอนักโทษด้วยเครื่องประหารด้วยกิโยติน (แท่นตัดคอนักโทษที่ถูกออกแบบให้ประหารแบบมนุษยธรรม) ตาของ แลงกุยล์เลอ และปากยังคงขยับดำเนินต่อไปนานถึงห้าถึงหกวินาที และต่อมาเมื่อโบเรียคซ์ ตะโกนเรียกชื่อนักโทษ ก็พบเรื่องน่าขนลุกเมื่อ ตาของ แลงกุยล์เลอเปิดออกอีกครั้ง และจ้องมองเขา ทำให้เกิดความเชื่อว่าเมื่อคนหัวขาดอาจสามารถคลองสติได้ 15 วินาที แพทย์สมัยใหม่เชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการ reflex ของกล้ามเนื้อ (คือกล้ามเนื้อกระตุกจากการสูญเสียเลือด หรือการควบคุม ทำให้ตากระพริบหรือกลอก) ไม่ใช่สติรู้ตัว แม้สมัยนี้กิโยตินจะถูกยกเลิกแล้ว แต่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่นในเดือนมิถุนายนปี 1989 เมื่อคนสองคนนั่งแท็กซี่แล้วประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก คนหนึ่งศีรษะถูกตัดออก ส่วนอีกคนที่รอดได้พบเหตุการณ์น่าสยอง เธอได้เล่าเรื่องนี้หลังรอดชีวิตว่า "หัวนั้นหงายหน้ามองฉัน ฉันยังสังเกตว่า ปากของเขาพยายามพูดสื่อสารอะไรบางอย่างกับฉันอยู่
แม้ตอนนั้นฉันกำลังสับสน หวาดกลัวและเศร้าโศก แต่ฉันไม่พูดเกินความจริง เขายังกะพริบตาและจ้องฉัน ก่อนที่หัวนั้นจะหลับตาลงและไม่ตื่นอีกเลย

 Mummy Funhouse


ในระหว่างวันหยุด ชายหญิงคู่หนึ่งไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับเครื่องเล่นต่างๆ ก่อนที่จะจบลงที่ทั้งสองตัดสินใจไปเที่ยวบ้านผีสิง และข้างในบ้านผีสิงนั้นทั้งสองได้เห็นมัมมี่สยองตัวหนึ่ง มันเหมือนจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังหรือกระดูกมนุษย์ มันสมจริงเกินกว่าที่จะทำด้วยไม้อัด ระหว่างที่ทั้งสองสำรวจนั้นเองก็พบว่ามันคือของจริง!! มันเป็นจริงซะงั้น!! คงจะเคยได้ยินมาบ้าง ที่ว่าไปเที่ยวบ้านผีสิงอยู่ดีๆ กับพบศพของจริงซะงั้น และเรื่องนี้กลายเป็นจริงเหมือนกัน เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1976 ทีมงานสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์ชุด (เรื่อง The Six Million Dollar Man) ได้ยกกองไปถ่ายทำบ้านผีสิง (Amusement Park in Long Beach)ในสวนสนุกลองบีช แคลิฟอร์เนีย ที่มีมัมมี่ตัวหนึ่งแขวนอยู่ การถ่ายทำดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั้งลูกมือกองถ่ายคนหนึ่ง ร้องเอะอะขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อแขนข้างหนึ่งของมัมมี่เกิดหลุดร่วงลงมาที่พื้น เศษเนื้อเศษหนังที่หุ้มกระดูกมนุษย์กระจายเกลื่อน มันไม่ใช้มัมมี่ของปลอมหากแต่มันเป็นของจริง!! มัมมี่ตัวนั้นถูกส่งไปยังห้องชันสูตรของนครลอส แองเจลีส โดยมีนายแพทย์โธมัส โนกูชิ พนักงานชันสูตรทำการเอาขี้ผึ้งซึ่งหุ้มไว้หลายชั้นออกก่อน จึงได้พบว่าข้างในนั้นเป็นร่างเหี่ยวๆ ของชายคนหนึ่ง อายุอานาม 30 ปีเศษ ซึ่งเสียชีวิตมานานแล้วจากบาดแผลรอยกระสุนถูกยิง
จากการสอบถามพบว่ามัมมี่ตัวนี้คือ เอลเมอร์ แม๊กเคอร์ดี้ (Elmer McCurdy) อดีตวายร้ายชื่อกระฉ่อนแห่งโอ๊คคลาโฮม่า ที่เที่ยวออกอาละวาดปล้นรถไฟ และธนาคารอยู่แถบโอ๊คลาโฮม่าสมัยที่ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ก่อนที่จะจบชีวิตลงด้วยการถูกยิงตายในการดวลปืนหมู่เมื่อเดือนตุลาคม 1911 ทำไมศพวายร้ายเร่ร่อนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขา ถึงต้องมีการดองเก็บไว้ไม่ให้เน่า ใครเป็นคนทำและเพื่ออะไร คงไม่มีใครตอบได้ นอกจากสันนิษฐานว่าสัปเหร่อคงมองเห็นช่องทางทำเงินให้กับเขา
จึงเก็บมาดองแล้วตั้งไว้มุมห้องเก็บศพ ใครที่อยากเห็นวายร้ายตัวจริงๆ ก็ต้องจ่ายเงิน 1 นิคเกิ้ล หรือ 5 เซนต์ให้กับคนจัดงานคาร์นิวัลเร่ ซึ่งเขาขายต่อให้สวนสนุกอีกทอดหนึ่ง
การสันนิษฐานนี้เป็นเรื่องจริงหรือนิยายก็ยังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ มัมมี่ตัวนั้นถูกยกให้พิพิธภัณฑ์โอ๊คลาโฮม่าเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1977 และเขาก็ไม่มีโอกาสโชว์ตัวอีกเลย เมื่อเขากลับบ้านเกิดที่โอ๊คลาโฮม่าแล้วถูกฝังลงในสุสานบู๊ตฮิลล์ในที่สุด

 The Body in the Bed


มีชายหญิงคู่หนึ่งไปลาสเวกัส เพื่อไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของพวกเขา ทั้งคู่เช่าโรงแรม และเมื่อทั้งคู่เข้ามาในห้องก็พบกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพที่รุนแรงมาก พวกเขาพยายามหาที่มาของกลิ่นนั้น แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่พบ ทั้งคู่เลยเรียกผู้จัดการมาต่อว่า ผู้จัดการขอโทษและอธิบายว่าตอนนี้ห้องโรงแรมเต็มเพราะมีการประชุมครั้งใหญ่ไม่สามารถหาห้องว่างห้องอื่นได้ เขาเลยเสนอชดเชยอาหารกลางวันโรงแรมฟรี และส่งแม่บ้านเพื่อมาทำความสะอาดห้องและพยายามกำจัดกลิ่น หลังจากรับประทานอาหารกลางวันทั้งคู่กลับมาที่ห้องนอนของตน พวกเขายังได้กลิ่นเหม็นเหมือนเดิม เลยเรียกผู้จัดการมาต่อว่าอีกครั้ง และขอให้เปลี่ยนห้องเดี๋ยวนี้ ผู้จัดการบอกว่าตอนนี้ห้องเต็มเหลือแต่ห้องวีไอพีเท่านั้น แต่ทั้งคู่พึ่งเสียเงินไปกับการพนัน เลยไม่มีเงินมาเช่าห้องที่ดีกว่านี้ ผู้ชัดการเลยส่งแม่บ้านมาอีกครั้งคราวนี้สั่งให้เปลี่ยนของใช้ในห้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดพรม เปลี่ยนผ้าเช็ดตัว เปลี่ยนผ้าม่าน วางตำแหน่งของต่างๆ ให้ต่างจากเดิม แต่ปรากฏว่าเมื่อทั้งคู่มาห้องนี้อีกครั้งก็
พบกลิ่นเหม็นเหมือนเดิม ฝ่ายผู้ชายหมดความอดทนและโมโหจัดจึงทำลายของใช้ในห้องจนเกือบหมด และแล้วเมื่อเขาดึงที่นอนสปริงเขากลับว่าข้างในนั้นมีศพผู้หญิงยัดอยู่!! มันเป็นจริงซะงั้น!! เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่นิยมกันในต่างประเทศ รวมถึงไทยด้วย คงเคยได้ยินเรื่องผีช่องแอร์ใช่มั๊ย นั้นแหละมีเค้าโครงมาจากเรื่องนี้เช่นกัน และบางครั้งรายละเอียดจะแตกต่างกันบ้าง
แต่รวมๆ ก็แนวๆ นี้แหละ พักโรงแรม ได้กลิ่นเหม็นที่ห้อง และพบซากศพ และตำนานที่ว่านี้ก็เป็นเรื่องจริงซะด้วยสิ เมื่อมีเหตุการณ์ใกล้เคียงที่เกิดขึ้นจริงในการพบศพนิรนาม ที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันมาได้อย่างไรในเตียงนอนของโรงแรม อีกทั้งมันอยู่ที่นั้นมานานหลายวันกว่าที่จะถูกค้นพบ เช่น ในแอตแลนติกซิตี นิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา  ปี 1999 มีการพบร่างของ ซาอูล
(Saul Hernandez) อายุ 64 ในห้องของโรงแรม Burgundy Motor หลังจากสองนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันนอนค้างคืนในห้องนั้นและบ่นว่าห้องมีกลิ่นหื่น จนออกมาบ่นกับผู้จัดการโรงแรมหลายครั้ง และแม่บ้านก็ไปทำความสะอาดห้องหลายครั้ง จนกระทั้งพบศพใต้เตียงดังกล่าว 
ที่แคสซัสซิตี้ 14 กรกฎาคม 2003 เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกเรียกให้ไปสอบสวน กรณีมีการพบศพชายนิรนามถูกฆ่าและยัดใต้ที่นอนในโรงแรมท้องถิ่น ซึ่งศพนั้นถูกยัดไว้ทั้งอาทิตย์แต่ไม่มีใครสังเกต จนกระทั้งแขกที่เข้ามาพักในห้องทันไม่ไหวต่อกลิ่นจนกระทั้งเรียกแม่บ้านมาทำความสะอาดก็พบเรื่องน่ากลัว
วันที่ 15 มีนาคม 2010 เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เมนฟิสได้รับแจ้งว่ามีการพบศพที่ห้อง 222 ที่โรงแรม Budget lnn เป็นร่างกายของหญิงคนหนึ่งชื่อโซนี่ (Sony Millbrook) ที่พบภายในเตียงสปริง โดยฆาตกรได้ฆ่าเธอและยัดใส่เตียงสปริงเพื่ออำพรางคดี จากการสอบสวนพบว่าศพดังกล่าวอยู่ในห้องมานานโดยมีห้องเช่าที่มีศพในเตียงนั้นถึง 5 รายและทำความสะอาดหลายครั้ง โดยไม่เอะใจเลยว่าในเตียงสปริงมีศพอยู่
หรือจะเอาประเทศไทย ก็มีข่าวทำนองนี้มากมาย (ลองพิมพ์คำว่า ยัดศพใต้เตียง ที่กูเกิ้ลละกัน)

 The Curiously Realistic Decoration


 ในวันฮาโลวีน เด็กๆ กำลังไปขอขนมตามบ้านเรือนต่างๆ ที่แต่ละบ้านตกแต่งต้อนรับวันนี้อย่างสนุกสนาน ทั้งโครงกระดูกปลอม หัวฟักทอง โลงศพ โดยหลายคนไม่สนใจเลยว่าตุ๊กตาแขวนคอต้นไม้ที่เหมือนของประดับมันเป็นศพของคนฆ่าตัวตายของจริง!! มันกลายเป็นจริงซะงั้น! วันที่ 26 ตุลาคม 2005 พบศพหญิงนิรนามอายุ 42 ปีแขวนคอฆ่าตัวตายในสวนสาธารณะในฟลอริดา เดลาแวร์ หากแต่ศพนั้นห้อยต๋องแต๋งเหนือพื้นดิน 15 ฟุต หลายชั่วโมงโดยไม่มีใครสนใจเลย เนื่องจากคิดว่ามันเป็นของประดับวันฮาโลวีน ผู้คนผ่านไปเห็นศพนั้นหลายราย จนกระทั้งเพื่อนบ้านใกล้สถานที่เกิดขึ้นสังเกตร่างกายนั้นเมื่อเวลา 7:30 ในตอนเช้า
ในเดือนตุลาคม 2009 ก็เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีก เมื่อร่างกายของเหยื่อฆ่าตัวตายชื่อ Mostafa Mahmoud Zayed อายุ 75 ปีคนหนึ่งถูกพบในระเบียงของบ้าน Marina Del Rey, แคลิฟอร์เนีย เพื่อนบ้านบอกว่าที่พวกเขาไม่สังเกตเห็นและปล่อยศพทิ้งไว้ เพราะนึกว่าเป็นของตกแต่งวันฮาโลวีน จากการสืบสวนของตำรวจพบว่าเขาตายมานานสามวันโดยลูกกระสุนที่ยิงที่ตา

The Toxic Woman


ผู้หญิงคนหนึ่งเกิดอาการป่วย เธอถูกส่งเข้าโรงพยาบาล และเมื่อนางพยาบาลใช้สายยางเพื่อนำมาต่อกับถุงเลือดสำรอง กลับพบว่าเลือดเธอเป็นพิษแสนน่ากลัว ทำให้นางพยาบาลและคนอื่นๆ ที่สัมผัสหรือดมเลือดของเธอเข้าเกิดอาการผิดปกติและตายอย่างทรมานในเวลาต่อมา....................
มันกลายเป็นจริงซะงั้น! เมื่อเวลา 8:15 ในตอนเย็น เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์, 1994 กลอเรีย รามิเรซ (Gloria  Ramirez) อายุ 31 ปี เกิดอาการป่วยต้องเข้าห้องภาวะฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมือง แคลิฟอร์เนียทางใต้ของริเวอร์ไซด์ ตอนนั้นเธอใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้น มีอาการแปลกๆ อาการตื่น หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็วเกินไป ความดันเลือดสูง และเธอตอบสนองกับคำถามสั้นๆ เท่านั้นแต่ก็พูดตะกุกตะกัก โดยขั้นแรกนั้นคณะแพทย์สันนิษฐานว่าเธอเป็นมะเร็งที่คอ
คณะแพทย์ที่รักษากลอเรีย ได้ทำการฉีดยาให้กับเธอ แต่เธอก็กระตุกเป็นระยะๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเธอ เขาลอกเสื้อเชิ้ตของเธอออก และกดขั้วไฟฟ้าที่หน้าอกของเธอ ในระหว่างนั้นเอง บางคนได้กลิ่นของผลไม้ออกจากปากของเธอ
แพทย์เลยทำการเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์ นางพยาบาลทำการแนบกระบอกฉีดยา เลือดของเธอมีสีแปลกๆ มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย จากนั้นหายนะก็เกิด เมื่อเลือดของเธอพุ่งกระเด็นจากช่องรูเข็มฉีดยามันไปโดนหน้านางพยาบาลจนหน้าของเธอไหม้!! เธอล้มลงไปกับพื้น อาเจียน จากนั้นพยาบาลอีกคนก็ล้มชัก จากนั้นมันเริ่มลุกลามมายังคนใกล้เคียง จนผู้บริหารโรงพยาบาลออกประกาศภาวะฉุกเฉินภายใน ผลสุดท้ายมีผู้ป่วยจากเหตุการณ์นี้จำนวน 23 (คณะที่รักษาเธอมี 37 คน) ซึ่งทั้งหมดถูกจับเพื่อเข้าเขตกักกังเชื้อโรคทั้งหมด โดยมีอาการเหมือนหญิงที่ป่วยในตอนแรกไม่มีผิด
ภายหลังมีผลสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พบว่าหญิงคนนั้นและคนป่วยทั้งหมดในเหตุการณ์คนนี้ เป็นหลายโรคมากๆ ทั้ง ฮิสทีเรียมวล, โรคตับอักเสบ, เนื้อเยื่อตาย, กระดูกผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายทนทุกข์ทรมาน และตายในสองสัปดาห์ให้หลัง ส่วนตัวกลอเรียเธอตายหลังจากนั้น 40 นาที หลังเธอเข้าโรงพยาบาล ผลชันสูตรศพ (แบบปลอดเชื้อสุดๆ) พบว่าเลือดของเธอเป็นพิษ สามารถระเหยเป็นไอได้ ใครสูดดม สามารถตายได้ทันทีเสมือนหนึ่งเป็นแก๊สพิษ
ภายหลังมีผลสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้พบว่าหญิงคนนั้น และคนป่วยทั้งหมดในเหตุการณ์คนนี้ มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในบรรดาพนักงานที่ล้มป่วย เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และจากผลการตรวจเลือดผู้ป่วยทั้งหมดก็พบว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ เลย จึงสรุปปรากฏการณ์ที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ว่าเป็นอุปทานหมู่ ทำให้เรื่องราวของเธอยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

The Headless Lover


หญิงท้องคนหนึ่ง บอกสามีของเธอว่า ลูกในท้องไม่ใช่ลูกเขาแต่เป็นลูกของผู้ชายอีกคน ด้วยเหตุผลทั้งหมด สามีเลยตัดสินใจตัดหัวชู้รักแล้วเอามาฝากภรรยาที่กำลังตั้งท้องแก่ มันเป็นเรื่องเล่าหลายแบบแต่หลักๆ แล้วมันก็แนวนี้แหละ
มันกลายเป็นจริงซะงั้น! จ่าสิบเอก สตีเฟน แชพ (Sgt  Stephen  Schap) และ ไดแอน แชพ (Diane Schap) คู่รักพลเรือนทหาร ในค่ายที่เยอรมันนี ในปี 1993 เขากำลังยินข่าวดีเมื่อภรรยาเขาตั้งท้อง แต่มันคงจะเป็นข่าวดีสุดๆ หรอกถ้าสตีเฟนไม่ได้ทำหมันแล้ว (ตรูเป็นหมันแล้วมันท้องได้ไงฟ่ะ)
ไดแอนจำต้องยอมรับว่าเธอไปมีชู้กับเพื่อนรักของสตีเฟน ชื่อ เกรกอรี่ โกลเวอร์ โชคร้ายสตีเฟนแก้แค้นเธอล้ำลึกกว่าที่เอาเก้าอี้ขว้างใส่เธออีก
ธันวาคมตอนเย็น ไดแอนที่ตั้งครรภ์แก่ อยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เธอโทรศัพท์ถึงชู้รักของเธอเกรกอรี่ และแล้วจู่ๆ สายเขาก็ขาดไป ไดแอนไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาในเวลานั้น แต่เธอไม่ต้องคิดนานหรอก เพราะอีกชั่วโมงต่อมาสตีเฟนเข้ามาในห้องของเธอแล้วเขาก็ขว้างหัวสดๆ ของเกรกอรี่จากกระเป๋าหิ้วใส่หน้าเธอ จากนั้นสตีเฟนก็พูดว่า
"ดูสิไดแอน ฉันพาคนรักของเธอมาให้แล้ว เธอจะได้นอนกอดเขาทั้งคืนทั้งวัน สมใจเลยแหละ สตีเฟนกล่าวกับภรรยา นี้เป็นการแก้แค้นที่สะใจสำหรับเขาแล้ว

Something Off About That Picture


มีชายคนหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาที่ร้านขายของชำของสุภาพสตรีสูงอายุคนหนึ่ง เขาเกิดไปสะดุดตาภาพถ่ายของชายคนหนึ่ง รูปก็ดูปกติดี เด็กชายในชุดที่แต่งจนหล่อเนี้ยบ แต่มันดูแปลกๆไป เขาถามหญิงชราว่านี่ใครกัน โอ!!หญิงชราตอบกลับ พยายามจับแมวให้อยู่นิ่งๆในอ่างล้างจาน ดูไม่ออกเหรอว่าเขาตายแล้ว แต่รูปนี้ดูดีนะ เธอว่ามั้ย??”
มันเป็นจริงซะงั้น! Post-mortem photography หมายถึงภาพที่ระลึกหลังความตาย เป็นงานศิลปะมากกว่าธรรมดา เพราะเป็นการจัดศพของคนที่ตายไปแล้วมาแต่งหน้าทำผม แต่งตัวและถ่ายรูปให้เสมือนพวกเขามีชีวิต (ทำท่าเหมือนหลับนอนลึก) ก่อนนำไปฝัง การถ่ายภาพนี้นิยมในหมู่ชนชั้นกลางสมัยวิคตอเรียน ส่วนมากลูกค้ามักเป็นลูกสาว หรือทารกซึ่งพ่อแม่เด็กรับไม่ได้ว่าพวกเขาตายไปแล้วเด็กที่ตายมักถูกจัดแสดงในการนอนพิงบนที่นอน หรือในเตียงนอนเด็ก บางครั้งการจัดท่ากับของเล่น
โปรด ส่วนผู้ใหญ่จะวางท่ามากกว่าปรกติในเก้าอี้ โดยมีเสาค้ำบนเฟรมการออกแบบพิเศษ นอกจากนี้ก็ยังมีลูกค้าที่เป็นบาทหลวงที่ตายแล้ว ก็ถูกนำมาตกแต่งเต็มยศและนำไปไว้ในโบสถ์งานศพของเขาเสมือนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ (1945 ) หรือนักโทษประหารบางคนที่ถูกประหารด้วยกิโยตินซึ่งเมื่อคอเขาขาดก็นำมาต่อใหม่และถ่ายรูปเอาไว้ เป็นต้น

Drugs Smuggled in Baby's Corpse


โดยเรื่องนี้เป็นตำนานเมืองเก่า ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยตั้งแต่ปี 1970 โดยเรื่องเล่าว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งกับเพื่อนร่วมงานไปท่องเที่ยวสนุกสนานที่ชายแดนเม็กซิโก โดยพวกเขานำทารกสองขวบไปด้วย หากแค่พวกเขาคาดสายตาทารกแค่แป๊ปเดียวเท่านั้นเอง เด็กทารกก็หายไป พวกเขาได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ออกตามหา และ 15 นาทีต่อมาพวกเขาก็ได้พบเด็ก ผู้เป็นแม่วิ่งไปขอบคุณตำรวจ  แต่หลังจากนั้นวินาทีหลังจากนั้นความดีใจก็หายไปทันที เมื่อพวกเขาพบว่าเด็กทารกที่ว่านั้นตายมานาน ตั้งแต่ 45 นาทีที่หายไปแล้ว ที่ท้องเด็กถูกผ่าออกและข้างในยัดด้วยโคเคน สาเหตุคือพวกโจรลักพาเด็ก ต้องการศพเด็กนั้นเพื่อซ่อนยาเสพย์ติดเพื่อหนีจุดตรวจไปสหรัฐนั่นเอง
มันเป็นจริงซะงั้น! เรื่องการยัดยาเสพย์ติดเข้าไปในศพเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบก่อนเข้าสหรัฐอเมริกามีมาช้านานแล้วครับ ดั่งข่าวหนึ่งในวอชิงตันโพสต์ ค.ศ.1985 ที่ย่อหน้าว่า เมื่อวันจันทร์ ในไมอามี่มีการลักลอบขนโคเคนเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยยัดในศพเด็กทารก ในเที่ยวบินจากโคลอมเบียไปยังไมอามี่ โดยตอนแรกเจ้าหน้าที่พบว่า ศพเด็กที่ตอนแรกนั้นมาแบบเด็กที่เหมือนมีชีวิตและคนแอบลักลอบทำท่าทำทางเป็นแม่ของเด็ก หากแต่พวกเขาพบพิรุธเสียก่อน ข้างล่างคือคลิปสยองนิดๆ หน่อยๆ นะครับ

Buried Alive!


และแล้วก็มาถึงอันดับ 1 ของเรา ฝังทั้งเป็นเรื่องนี้ผมอ่านแล้วน่ากลัวมาก เรื่องเล่ากันว่ามีหญิงชายคู่หนึ่งแต่งงานกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จนกระทั้งแก่เฒ่า จนกระทั้งวันหนึ่งภรรยาของเขาได้จากไป เขาจัดพิธีศพตามหลักศาสนาคริสต์ คือนำศพของเธอมาฝังในโลงศพอย่างดีมาฝังในสุสานเพื่อให้เธอพักผ่อนถาวร เรื่องคงจบแต่เพียงเท่านี้ หากแต่ไม่ เมื่อดึกคืนหนึ่งในขณะที่ฝ่ายชายนอนหลับ เขาได้ฝันน่ากลัวเข้าเมื่อเขาเห็นภรรยาที่อยู่ในโลงศพลืมตาดื่นขึ้น เธอพยายามตะเกียดตะกายเพื่อออกจากโลงที่ถูกฝังในดิน ความมืด ความแคบ อาการน้อยลงทุกที ทำให้เธอกลายเป็นบ้า เธอกำลังร้องชื่อเขาเพื่อมาช่วยเหลือเธอ
ฝ่ายชายฝันร้ายแบบนี้ทุกค่ำคืน จนกระทั้งทนไม่ไหว เขาเลยร้องขอให้แพทย์และหน่วยงานท้องถิ่นนำโลงศพของภรรยาของเขาออกมา และเมื่อทั้งหมดเปิดฝาโลงก็ตะลึงเมื่อศพภรรยาของเขาไม่ได้เน่าเบื่อ ซ้ำที่เบิกตาโพลง ทำหน้าตาหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ที่เล็บมีเลือดเกรอะกรังและที่ฝาโลงด้านในมีรอยขีดข่วนชัดเจน ..........
มันเป็นจริงซะงั้น! เรื่องของศพที่คิดว่าตายแล้วนำมาฝังตามพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่ต่อมากลับพบว่าผู้ตายนั้นไม่ได้ตายจริง และกลับมาคืนชีพในโลงศพและพยายามตะเกียดตะกายเอาชีวิตรอดเรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญมากมาย แต่ที่น่าแปลกคือเรื่องเหล่านี้กลายเป็นจริงอีกทั้งมีมากกว่าหนึ่งกรณี สาเหตุง่ายมากก็เพราะสมัยก่อนนั้นการตรวจสอบผู้ตายนั้นตายจริงหรือไม่ นั้นไม่ค่อยทันสมัย ทำให้มีการฝังในโลงศพทั้งๆ ที่ผู้ตายคนนั้นแค่ตายชั่วขณะ และนี้คือ
ตัวอย่าง ของผู้มีประสบการณ์ฝังทั้งเป็นที่ฟื้นคืนชีพในโลงศพที่ถึงฝังในดินอย่างน่าสยดสยอง
ปี 1851 เวอรจิเนีย เเมคโดเนล (Virginia Macdonald) อาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอในนิวยอร์กซิตี้และป่วยตาย เธอถูกนำไปฝังในสุสานกรีนวู๊ด (Greenwood) บรู๊คลิน นิวยอร์ค อเมริกา หลังจากพิธีฝังศพผ่านไป แม่ของเธอกลับบอกคนอื่นว่าเธอเชื่อว่าลูกของเธอไม่ตาย เธอพูดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนครอบครัวของเธอทนไหมไหวเลยต้องขุดโลงศพเปิดฝาโลงให้แม่ของเธอหายข้อข้องใจซะ แต่ปรากฏว่าพวกเขาพบว่าศพของเวอจิเนียนั้นยังไม่เน่า เธอคืนชีพในโลงและพยายามตะเกียดตะกาย ที่มือของเธอนั้นสภาพเละอย่างไม่มีชิ้นดี แสดงให้เห็นว่าเธอพยายามทำลายโลง แต่ล้มเหลวและขาดใจตายไปเสียก่อน (ปล. หลังจากนั้นป่าช้าแห่งนี้ได้ถูกย้ายไปที่แห่งใหม่ หลายโรงถูกนำมาตรวจสอบก็พบว่ามีศพหลายศพที่ถูกฝังทั้งเป็นจำนวนมาก)

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เงาในกระจก

เรื่องที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2546 ดิฉันและพี่ๆ น้องๆ ได้รวบรวมเงินกัน แล้วก็มาเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ สาเหตุที่เลือกมาจังหวัดนี้ เพราะน้องชายมารับเหมาปลูกบ้านให้กับญาติ จึงถือโอกาสมาดูบ้านและเที่ยวไปด้วยในตัว พอตกกลางคืน ก็ได้ที่พักที่อยู่ไม่ไกลมากนักกับบ้านที่ปลูกไว้ ที่พักนั้นมีลักษณะเป็นบังกะโลหลังเล็กๆ มีห้องน้ำในตัว ภายในห้องพักจะมีเตียงนอนขนาดใหญ่ เป็นเตียงเดี่ยว ราคาห้องละ 500 บาท โดยปกติก็จะพักได้ไม่เกิน 2 คน ต่อห้อง แต่ด้วยความที่เรามีเงินจำกัด จึงได้ต่อรองกับผู้ดูแลให้เช่า โดยเล่นเข้าพักห้องเดียวทีเดียวถึง 5 คน เป็นผู้ใหญ่ 4 คนและเด็ก 1 คน ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือลูกชาย ของดิฉันเอง ผู้ดูแลก็ยอมหลังจากต่อรองกันนานพอสมควร

พอเปิดประตูบ้านพักให้เรียบร้อย ก็ไม่เห็นเขาย้อนมาดูอีกเลย ขอผ้าห่ม เพิ่ม 1 ผืน เขาก็ไม่เอามาให้ คิดว่าเขาคงรำคาญพวกเราเต็มแก่ ที่ต่อรองเขามากแล้วยังขอโน่นขอนี่เพิ่มอีก

แต่ตอนที่จะเข้าไปบ้านพัก พวกเราก็เกิดความรู้สึกแปลกใจเหมือนกัน เพราะสังเกตว่ามีเครื่องรางมากกว่าห้องอื่นๆ ทั้งหน้าห้องและภายในห้องพัก มีผ้ายันต์ปิดไว้ด้วย พอขอเปลี่ยนไปพักห้องอื่นทางผู้ดูแลก็ตอบว่า เต็มหมดทุกหลังแต่เราก็ไม่เห็นมีใคร เพราะไม่ใช่ฤดูเทศกาลท่องเที่ยว ประกอบกับสถานที่ก็ไม่ใช่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากอยู่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มาก แต่ดิฉันคิดว่า อยู่กันหลายคนคงไม่เป็นไร

ก่อนเข้าห้องพัก พวกเราก็ยกมือไหว้ขอโทษขอขมาเจ้าที่เจ้าทางกันเรียบร้อย หลังจากนั้นทยอยกันอาบน้ำ พอสี่ทุ่มเศษก็ขึ้นเตียงจะเข้านอน เพราะเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว

แต่ดิฉันนอนหลับไม่สนิท เพราะได้ยินเสียงคนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา มันดังโหยหวน จนนอนหลับๆ ตื่นๆ แต่พอลืมตาก็ไม่เห็นมีใครเหมือนกับเสียงที่ได้ยินเลย จึงข่มตาหลับต่อ คิดว่าหูของตนคงจะฝาดไปเอง หรือไม่ก็เหนื่อยมาจากการเดินทางกระมัง

ภายในห้องที่เข้าพักจะมีกระจกบานใหญ่มาก และมีรอยร้าวอยู่ที่มุมบนด้านขวา ซึ่งกระจกบานนี้ติดอยู่ที่ข้างฝาตรงข้ามกับปลายเตียง ใกล้ตีห้าพอฉันจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ หางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงนั่งชันเข่าอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เด็กคนนั้นอายุน่าจะ 14-15 ปี ฉันไม่แน่ใจว่าภาพที่เห็นนั้นจะเป็นเงาของอะไรหรือไม่ จึงเพ่งดูในกระจกอีกรอบ ก็เห็นชัดสองตาเลยว่าเธอกำลังนั่งอยู่

ตอนแรกก็คิดว่าน้องสาวคงจะถอดเสื้อผ้า แล้ววางพาดไว้ที่เก้าอี้ ดิฉันจึงหันกลับไปมองที่เก้าอี้ ปรากฏว่าที่เก้าอี้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่บนเก้าอี้ทั้งสิ้น แต่พอหันกลับมามองในกระจกอีก ก็เห็นเด็กผู้หญิงนั่งอยู่ อย่างเหม่อลอยเหมือนเดิมอีก พอหันกลับไปมองอีกรอบ ก็เห็นแต่เก้าอี้เปล่าๆ อีก เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ถึง 3 รอบ

ดิฉันจึงเริ่มพิจารณา เห็นตัวเธอดูซีดขาว ตั้งแต่สีหน้า มือ ขา เล็บ หน้าตาดูเศร้า เหมือนคนมีความทุกข์ทรมานกับอะไรสักอย่าง เสียงของเธอนั้น ร้องเรียกหาบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ ปนกับเสียงร้องไห้ ขนของฉันลุกซู่ 

ครั้นฉันจะเรียกคนอื่นให้ตื่นขึ้นมา พวกเขาก็กำลังหลับหลับสบาย ฉันเลยละสายตา เลิกมองแล้วรีบเข้าห้องน้ำ ฉันรีบอาบน้ำ เพราะอยู่ในห้องน้ำคนเดียวและตอนนั้นก็กลัวมากเสียด้วย เสียงโหยหวนยังครวญครางอยู่แถวหู เหมือนเธอมายืนร้องอยู่ด้านหลัง

มาถึงขั้นนี้ ฉันรีบล้างตัว พอออกมาก็รีบเปิดไฟทั้งห้องทันทีเลย อารมณ์ตอนนั้นไม่เกรงใจใครๆ อีกแล้ว
พอเปิดไฟ ตรงโต๊ะเครื่องแป้งก็ไม่เห็นใครนั่งอยู่ตรงนั้นอีก แต่ที่ไม่น่าเชื่อเลย คือ เบาะเก้าอี้ตัวนั้น ยังอุ่นๆ เหมือนคนนั่งเพิ่งจะลุกจากที่นั่งไปอยู่เลย...บรื๋อ

ว่าแล้วฉันก็เผ่นออกจากห้องมารอคนอื่นๆ โดยที่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยเพราะกลัวว่า พวกเขาจะหวาดกลัวจนหมดสนุกกัน

ดิฉันเก็บความสงสัยไว้ในใจมาตลอด จนมาเล่าให้เพื่อนๆ ที่ทำงานฟัง เพื่อนๆ แนะนำให้ใส่บาตรให้กับเด็กสาวคนนั้น ดิฉันก็ทำตาม แล้วดิฉันลองซื้อหวยเพราะเพื่อนบอกว่าเราจะโชคดีจากบุญ ที่เราได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาปรากฏว่าฉันโชคดีจริงๆ ถูกหวยถึง 2 ครั้งซ้อน

ดิฉันจึงให้ญาติของดิฉันที่อยู่ทางนู้นช่วยตามหาต้นสายปลายเหตุกับสิ่งที่ดิฉันเจอให้ว่า เธอมีความเป็นมาอย่างไรและเป็นใครกันแน่

ดิฉันมารู้จากญาติในภายหลังว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นน่าสงสารมาก เธอมาพักที่บังกะโลหลังนี้กับพี่ชายและเพื่อนๆ ของพี่ชาย แต่พี่ชายกลับเมาจนครองสติไม่อยู่และในที่สุดก็ร่วมกับเพื่อนข่มขืนและบีบคอเธอ ผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ จนขาดใจตาย ก่อนจะอำพรางศพไว้ใต้เตียงแล้วหนีไป 

ดิฉันได้ฟังก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ ได้เงินจากหวยมาก็รีบทำบุญส่งให้อีกรอบ สาธุ ไปเกิดที่ชอบๆ เทิ้ด แม่เจ้าประคู้ณ

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สยองขวัญบนเครื่องบิน

เรื่องนี้เกิดมานานแล้วละครับ ตั้งแต่พ.ศ.2538 โน่น ผมไปเรียนเกี่ยวกับเทคนิคคอมพิวเตอร์ที่ ยู ซี อาร์ มหาวิทยาลัยของเมืองริเวอร์ไซด์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย คุณลุงผมเป็นแพทย์ที่ไปทำงานและมีบ้านหลังใหญ่อยู่ที่นั่น ผมก็เลยสบายแฮ

ที่ว่าสบายคือไม่ต้องเสียค่าที่ พัก แถมอาหารก็ฟรี เพราะผมเป็นหลานคนโปรด แต่ผมก็ช่วยงานบ้านคุณลุงกับคุณป้าทุกอย่าง เพราะรักและอยากจะตอบแทนความเมตตาของท่าน

แม่ผมไปเยี่ยม อยู่ด้วยกันถึง 6 เดือน แม่ยังตะลึง บอกว่าอยู่เมืองไทยน่ะผมแสนจะเป็นคุณหนูเทวดา ไม่น่าเชื่อว่าจะดูดฝุ่น ล้างห้องน้ำ และรีดผ้าก็เป็นด้วย

ที่อเมริกามีวิชาที่ผมชอบมาสนองความต้องการเพียบ เรียนจบ 4 ปีแล้วผมยังอยู่ต่อ สมัครเข้าเรียนคอร์สสั้นๆ เช่น กราฟิกดีไซน์ การวาดรูปด้วยคอมพิวเตอร์ และเทคนิคพิเศษต่างๆ

สรุปรวมแล้ว ผมเพลิดเพลินจำเจริญใจอยู่เกือบ 6 ปี และในช่วงนั้น ผมกลับมาเยี่ยมเมืองไทยแค่ครั้งเดียว

เป็นครั้งที่ผมโดนผีหลอกนี่ละครับ!


ผมกลับมาเป็นคุณหนูเทวดาอยู่กับแม่หนึ่งเดือนเต็มๆ จากนั้นก็ถึงเวลาเหินฟ้าด้วยสายการบินของเพื่อนบ้าน ขาประจำของผม...ตรงกลับแอลเอ

การบินเที่ยวนี้ผมฉายเดี่ยว ที่นั่งในเครื่องบินเต็มทุกที่ยังกะแจกตั๋วฟรี ดีนะที่เราจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว ผมได้ที่นั่งฝั่งหน้าต่างด้านซ้าย แต่ไม่ได้นั่งชิดติดหน้าต่างนะครับ เก้าอี้แถวนี้จะมี 3 ตัว ผมนั่งริมทางเดิน นึกเสียดายเพราะผมชอบนั่งติดหน้าต่าง ดูเมฆดูดาวให้เพลิดเพลิน

ปรากฏว่าคนที่มานั่งตรงนั้นเป็น คุณตาแก่ๆ อายุสัก 70 เห็นจะได้ หน้าตาใจดี แต่เศร้าจัง แกมีอัธยาศัยไมตรีกับผมดีมาก แต่ก็ชอบนั่งเหม่อลอยมองออกไปทางหน้าต่างเงียบๆ

ที่ผมบอกว่าตะกี้ว่าที่นั่งเต็ม ทุกที่น่ะไม่จริงหรอกครับ เก้าอี้ระหว่างผมกับคุณตายังว่างอยู่ ก็แปลว่าทั้งเครื่องบินจัมโบ้ 747 ลำนี้มีว่างอยู่ที่เดียวจริงๆ

คิดอีกทีก็ดีเหมือนกันนะครับ ผมโชคดีไม่ต้องนั่งเบียดกับคุณตา!

เครื่องบินแวะที่สิงคโปร์ แล้วบินต่อไปแวะที่ไทเป ก่อนจะบินยาวตรงดิ่งไปฮาวาย ผู้โดยสารกินอาหารค่ำตามเวลาท้องถิ่น แล้วก็แย่งกันไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ แอร์โฮสเตสฉายหนังแล้วก็ปิดไฟมืด ยกเว้นบางคนอยากอ่านหนังสือก็เปิดไฟดวงเล็กๆ เหนือเก้าอี้ตัวเอง

คุณตาแกหลับไปแล้ว แหม! หลับง่ายดีจัง ส่วนตัวผมน่ะเป็นอะไรไม่รู้ซี ขึ้นเครื่องทีไรมักจะหลับๆ ตื่นๆ ตลอด ไม่มีวันหลับสนิทได้เลยซักครั้ง

คราวนี้ก็เช่นกัน! ผมหลับตานิ่งๆ เพราะอยากพักผ่อน ไม่รู้หลับหรือเปล่า แต่หนังที่ฉายก็จบไปแล้ว ไม่มีแสงวูบวาบกวนตา ทั่วทั้งลำเงียบสงบ มีแต่เสียงเครื่องยนต์กับแอร์ดังหึ่งๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้รำคาญอะไร

ทันใดนั้น ผมรู้สึกดิ่งเข้าภวังค์คล้ายจะเคลิ้มหลับ แต่เอ...ไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่นา

ผมไม่ชอบความรู้สึกดิ่งเหมือนโดนแม่เหล็กดูดแบบนี้ ก็เลยลืมตา แต่หนังตามันหนักมาก...ได้แต่ปรือๆ คิดว่าเราคงนอนทับเส้นเลือดมั้ง เลือดลมเดินไม่สะดวกเลยเกิดอาการแบบผีอำ...ผมพยายามขยับร่างกายก็ทำไม่ได้

และแล้ว ตรงทางเดินระหว่างแถวเก้าอี้ ห่างจากผมไปราว 2-3 ก้าว ผมก็เห็นร่างหนึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นพรม...หัวมาก่อนเลยครับ!

เป็นผู้หญิงแก่ๆ ผมบางๆ สีเทาเงินนั้นรวบตึงเป็นมวยไว้ตรงท้ายทอย เธอลอยตรงๆ ขึ้นมาทั้งตัว

ในแสงสลัวๆ ผมเห็นว่าเธอสวมชุดกระโปรงสีอ่อนๆ ยาวครึ่งแข้ง ตอนสาวๆ เธอคงหุ่นดีน่าดู เพราะสูงเพรียว คอยังระหงอยู่เลยครับ ลักษณะท่าทางก็ผู้ดี๊ผู้ดี...เสียอย่างเดียวคือผมรู้แน่ๆ ชัวร์ๆ ว่า...เธอเป็นผี!!

ผมฝันไปรึเปล่าเนี่ย?

เธอลอยเข้ามาใกล้อย่างน่าตกใจ เห็นเลยครับว่าเท้าเธออยู่เหนือพื้นทางเดินขึ้นมาราวคืบหนึ่ง

ที่น่าสยองสุดๆ คือ เธอลอยผ่านที่นั่งผมโดยไม่ต้องขยับขาเบี่ยงหลบให้...ถึงอยากทำก็ทำไม่ได้ เพราะมันขยับไม่ออก มิหนำซ้ำยังหนาวเข้ากระดูกดำ เหมือนทั้งตัวผมกลายเป็นไอติมแท่งไปแล้ว!

ผีผู้หญิงลอยลงนั่งเก้าอี้ตรงกลางระหว่างผมกับคุณตานั่นแหละ จากหางตาผมเห็นนั่งเอาแขนพาด โอบกอดร่างคุณตา ศีรษะเธอเอนซบลงช้าๆ

แล้วผมก็หลับสนิทวูบไปเลย หรือสิ้นสติเพราะความกลัวสุดขีดก็ไม่ทราบ

เครื่องลงแวะฮาวาย คุณตาบอกล่ำลาผม ถามว่าผมไม่สบายรึเปล่า เห็นหน้าเซียวๆ ผมไม่ได้เล่าอะไรให้แกฟัง แต่ก็อดพูดคุยลัดเลาะถามโน่นถามนี่ จนมาถึงคำถามว่า...คุณตามาเที่ยวหรือมีลูกหลานที่ฮาวาย?

ได้เรื่องเลยครับ...คุณตาบอกว่า บ้านแกอยู่ฮาวาย ทำธุรกิจที่นี่แล้วไปเที่ยวเมืองไทยกับคุณยาย แต่คุณยายหัวใจวาย น่าเศร้ามาก...คุณตานำคุณยายใส่โลงขึ้นเครื่องบินมาทำพิธีฝังที่นี่

นั่นไง...นึกแล้วเชียว!

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เจ้าของหวีสับ

พี่รื่นเป็นภรรยาของเพื่อนรุ่นพี่ของสามีดิฉัน เราพบกันในงานเลี้ยง พูดคุยกันถูกคอ เธอเป็นคนน่านับถือ แถมยังสวยไม่สร่างแม้ว่าอายุจะย่างเข้าห้าสิบแล้วก็ตาม

ที่สำคัญ เธอผู้นี้แหละค่ะที่พาดิฉันไปพบปรากฏการณ์สุดสยอง!

หลังจากรู้จักกันหลายเดือน วันหนึ่งพี่รื่นก็ชวนให้ดิฉันทำงานขายประกัน เราเป็นแม่บ้านทั้งคู่ค่ะ คือต่างก็ลาออกจากงานตั้งแต่คลอดลูกคนแรก จนกระทั่งตอนนี้ลูกอายุยี่สิบเศษเรียนจบปริญญาเรียบร้อย พี่รื่นบอกว่ามาขายประกันดีกว่า หารายได้ให้ครอบครัว แล้วยังนำสิ่งดีๆ ไปเสนอให้คนในสังคม

ดิฉันตกลงเข้ารับการอบรมโดยพี่รื่นเป็นหัวหน้าสาย เธอขายประกันมานานแล้วค่ะ จนได้เป็นระดับหัวหน้า

เมื่อปีที่แล้วเราต้องไปสัมมนาที่เมืองกาญจน์ เข้าพักโรงแรมระดับดีมาก ดิฉันนอนกับพี่รื่นในห้องพักที่สะอาด ทันสมัย เป็นห้องที่สวยมาก แต่ทำไมดิฉันรู้สึกแปลกก็ไม่รู้

ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ดิฉันรู้สึกเหมือนห้องนี้มีใครอยู่ ...มันเหมือนกับเวลาที่เราเปิดห้องผิดน่ะค่ะ แม้จะไม่เห็นตัว แต่ก็รู้สึกว่าใครคนนั้นอยู่ในห้องขณะเปิดประตู...มันทำให้ดิฉันชะงัก เผลอร้องอุ๊ย...ออกมาเบาๆ

พี่รื่นไม่ทันได้ยิน เพราะมัวแต่หันไปหยิบกระเป๋าจากรถลาก แต่พนักงานที่เข็นกระเป๋าขึ้นมากลอกตามองดิฉัน แล้วเขาก็รีบเบือนเลย เร่งมือยกกระเป๋าของเราเข้าห้องให้อย่างเรียบร้อย พี่รื่นชอบใจห้องนี้ มันเป็นห้องเล็กๆ มีห้องน้ำอยู่ตรงทางที่เปิดประตูเข้ามา เตียงเป็นแบบกว้างนอนได้สองคน ไม่ใช่เตียงแยกนอนเดี่ยวสองเตียง

นี่ละค่ะที่พี่รื่นชอบ...เธอเป็นคนกลัวผีตัวฉกาจเลยละค่ะ!

ดิฉันขอตัวเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ขณะที่พี่รื่นกำลังชมวิวและกินผลไม้ที่ทางโรงแรมวางไว้ให้บนโต๊ะตัวเล็กเป็นการต้อนรับ

ห้องน้ำสะอาดค่ะ มีอ่างอาบน้ำด้วย กระจกผนังก็กว้างตลอด ทำให้ยิ่งดูโล่งและโอ่โถง เคาน์เตอร์ตรงอ่างล้างหน้า มีดอกไม้ช่อสีม่วงเล็กๆ ปักแจกัน และมีขวดสบู่ แชมพู ครีมทาผิว วางไว้ในตะกร้าสานใบเล็กน่าเอ็นดู

แต่เอ๊ะ...ทำไมมีหวีสับของใครมาวางอยู่บนนี้ด้วย?

มันเป็นหวีประดับเพชรเม็ดนิดๆ เรียงเป็นแถว ดูสวยมากๆ จนไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดรอดสายตาพนักงานทำความสะอาดมาได้ขนาดนี้ ดิฉันมั่นใจว่าเป็นของคนที่มาพักก่อนหน้านี้ลืมเอาไว้

ไม่เป็นไร...ดิฉันจะเอาไปให้พนักงานต้อนรับตอนลงไปข้างล่าง จะบอกเขาว่าแขกลืมของ...

จัดการหมุนก๊อกน้ำเย็นล้างหน้า โดยไม่ได้เปิดก๊อกน้ำอุ่นผสม พอล้างเสร็จเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนของตัวเอง ดิฉันรู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว...ตอนแรกนึกว่าคิดไปเอง เพราะเงาตัวเรามองออกมาไม่เหมือนเราเลยค่ะ...มันเหมือนคนอื่นที่กำลังเลียนแบบท่าทางของเรา พร้อมกับมองสบตาเราอย่างขบขันอยู่ในที!

เอ๊ะ! ชักจะยังไงเสียแล้วซี! ขนเริ่มลุกซ่าเมื่อเห็นสีหน้าเงาตัวเองในกระจกดูน่ากลัว และใบหน้าของดิฉันเองในเงาสะท้อนนั้นดูไม่เหมือนเดิม...คล้ายกับว่ามันกำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าของคนอื่นยังงั้นแหละค่ะ

ไม่เอาแล้ว...ดิฉันรีบออกจากห้องน้ำ คิดว่าตัวเองประสาทเกินไป เฮ้อ...อายุตั้ง 48 แล้วนี่คะ เลือดจะไปลมจะมา...ฮอร์โมนคงทำพิษน่ะค่ะ! คิดเลอะเทอะหลอกตัวเองให้กลัวอะไรก็ไม่รู้ บ้าจัง!

วันนั้นเราอบรมสัมมนาจนมืดค่ำ กว่าจะกลับเข้าห้องก็ห้าทุ่มกว่าแน่ะค่ะ

พี่รื่นดูเหนื่อยมาก เธอบอกว่าเพลียๆ ขออาบน้ำก่อน ดิฉันเลยเปิดทีวีดู ม่านหน้าต่างน่ะเอาลงหมด แถมเปิดไฟทั้งห้อง แต่กระนั้นแสงไฟก็ดูจะสว่างไม่พอสักเท่าไหร่

ตอนดูทีวี ดิฉันรู้สึกเหมือนมีเงาคนเดินผ่านไปผ่านมาตรงหางตา แต่พอมองตรงๆ ก็ไม่มีอะไร...แปลกชะมัด

หลังจากอาบน้ำต่อจากพี่รื่น ดิฉันรู้สึกสบายตัวขึ้นและอยากเข้านอนทันที พี่รื่นหลับแล้วค่ะ เธอหลับง่ายแบบนี้แหละ ดิฉันดับไฟ เหลือแต่ไฟในห้องน้ำที่เปิดประตูแง้มไว้

ไม่ถึงห้านาที...กำลังหลับตาจะเคลิ้มอยู่ดีๆ ก็ต้องตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงคนในห้องน้ำ ทั้งที่พี่รื่นก็หลับอยู่ข้างดิฉันแท้ๆ แล้วใครล่ะ?

ขณะคิดอยู่ ก็เห็นชัดๆ แล้วว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งลอยออกมาจากห้องน้ำ!

คุณพระช่วย! ผมเธอยาวปรกน้ำที่ก้มต่ำ แขนสองข้างลู่อยู่แนบตัว เธอลอยช้าๆ น่าสยองมากๆ ผ่านความมืดสลัวอ้อมมาข้างเตียงด้านพี่รื่น แล้วเธอก็นอนลงติดกับพี่รื่นเลยค่ะ! ที่นอนยุบยวบ เล่นเอาดิฉันชาวาบไปทั้งตัว...ทำอะไรไม่ถูกนอกจากสวดมนต์

พอตั้งสติได้ก็รีบเปิดไฟหัวเตียง แล้วค่อยๆ มองไปตรงนั้น...มันว่างเปล่า!

ดิฉันไม่กล้าเล่าให้พี่รื่นฟังเพราะไม่อยากให้เธอกลัว แต่เดชะบุญที่เช้านั้นชักโครกในห้องน้ำเสีย เราได้ย้ายไปนอนห้องอื่น ซึ่งดิฉันคิดว่าโชคดีที่สุด...แต่ถึงจะนอนห้องอื่นก็ยังอดหวาดระแวงไม่ได้เลย

พอถึงกรุงเทพฯ เล่าให้พี่รื่นฟังแทนที่จะกลัวเธอกลับหัวเราะฮึๆ บอกว่าอย่าคิดอะไรมาก หนทางยังอีกไกล ดิฉันต้องอบรมสัมมนาอีกหลายครั้ง! เห็นอะไรก็เฉยไว้ดีแล้ว...เป็นงั้นไปค่ะ!

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อาถรรพ์...กระดานหน้างานศพ

เรื่องนี้น่ากลัวสุด ๆ ออกอากาศในรายการ The Shock ครั้งแรก 21 ก.ค.50 และนำเทปมาออกอีกครั้งเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 15 ก.ย. 50

น่ากลัวขนาด ดีเจป๋อง กพล ทองพลับ พูดว่า เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดตั้งแต่ต้นปีที่มีคนมาเล่าประสบการณ์ให้ฟ้งส่วนตัวผมก็ยกให้เป็น 1 ใน 10 เรื่องที่น่ากลัวที่สุดตั้งแต่ฟังเรื่องเหล่านี้มา

คนเล่าเรื่องนี้เค้าชื่อคุณเบิร์ดนะครับ คือวันนึงมีเพื่อนคุณเบิร์ดโทรมา ให้ไปงานศพพ่อของเค้า

ที่วัดแถวๆเทเวศ วัดนี้เค้าว่ากันว่าต้องมีเส้นมีสายพอสมควรถึงจะเอาศพมาตั้งได้ คุณเบิร์ดก็ได้ไปร่วมงานศพพร้อมกับเพื่อนๆกลุ่มนึง จนฟังสวดเสร็จแขกก็ทยอยกลับแต่คุณเบิร์ดกับเพื่อนๆยังคงนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นลูกคนตาย ซักพักระหว่างนั้นฝนก็ตกลงมาจนกลุ่มคุณเบิร์ดยังกลับบ้านไม่ได้ ระหว่างที่นั่งรอฝนหยุดอยู่นั้น กลุ่มเพื่อนๆคุณเบิร์ดก็เกิดความคะนอง มีคนนึง ชื่อเอก พูดทำนองเล่นๆ ว่างานนี้ไม่ค่อยดีเลยเนอะเลี้ยงแค่เอแคร์ ถ้าเป็นงานศพเรานะ เราจะเลี้ยงเอสแอนด์พีเลย

หลังจากนั้นมีเพื่อนอีกคนนึง มองไปเห็นกระดานหน้าศาลา (กระดานที่ไว้ใช้เขียนชื่อคนตาย เวลาสวดใครเป็นเจ้าภาพวันไหน)

ซึ่งคุณเบิร์ดเค้าลองให้ผู้ฟังและพี่ป๋องสังเกตดูว่า แทบทุกวัดกระดานพวกนี้จะไม่มีใครเค้าทิ้งชอร์คไว้เลยไม่มีแม้แต่เศษที่ตกตามพื้น เวลาเขียนมักจะให้เจ้าหน้าที่ของวัดเท่านั้นเป็นผู้เขียนและเขียนแล้วก็มักจะเก็บชอร์คไว้อย่างมิดชิด แต่เพื่อนของคุณเบิร์ดคนนึงวิ่งหายไปซักพัก แล้วไปหามาได้ซึ่งไม่รู้ไปหามาจากไหน แล้วก็เอามาเขียนเล่น เป็นชื่อจริง นามสกุลจริง ของคนชื่อเอก 

แทนที่คนชื่อเอกจะโกรธ กลับบอกว่า เฮ้ย!!!มึงเขียนนามสกุลกูผิด จริงๆมันต้องแบบนี้ แล้วเอกก็ไปแก้ชื่อให้ถูกด้วยการลบตัวการันต์  ด้วยความคะนองที่ยังไม่จบ เพื่อนคนนั้นก็เลยเขียนทั้งวันตาย วันเผา เอกก็ให้ความร่วมมือด้วยการเล่นตอบ 

เอกบอกว่า โหไม่เอา ไม่ตายวันนี้หรอก (วันที่เพื่อนเขียน) กูตายวันนี้เดี๋ยววันจันทร์พวกมึงก็ไม่มางานกู  แล้วเอกก็เอาโทรศัพท์มาดูปฎิทินแล้วบอกต่อว่า เอาวันนี้ดีกว่าวันที่ 14 ส.ค. 49 แล้วอีก 7 วันก็เผา วันที่ 20 ส.ค. 49

ตอนนั้นก็ยังไม่มีใครคิดอะไร ต่างคิดกันว่าเป็นเรื่องขำๆ แล้วก็ได้เขียนตามที่เอกบอกจนครบ มีทั้งชื่อ นามสกุล วันตาย วันเผา ครบถ้วน

หลังจากนั้นผ่านมาได้ซักพัก คนชื่อเอกก็โทรมาหาคุณเบิร์ดเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้เค้าเหนื่อยเหลือเกิน นอนไม่ค่อยหลับเลย แล้วก็ฝันแปลกๆบ่อยมาก เค้าจะฝันทำนองว่าจะมีคนมาพาเค้าไปที่ไหนไม่รู้คล้ายๆกับวัดที่เคยไปงานศพพ่อเพื่อน เค้าบอกว่าเค้าก็เดินตามคนๆนั้นไป เค้าบอกว่าเค้าได้เจอคนมากมาย เค้าเข้าไปพูดด้วยแต่ก็ไม่มีใครคุยกับเค้าซักคน เอกบอกว่าเอกฝันทำนองนี้หลายครั้ง 

คุณเบิร์ดก็บอกว่า คงทำงานเหนื่อยวันนี้ให้มานอนที่บ้าน เดี๋ยวจะเปิดแอร์ให้นอน ตอนกลางคืนเอกก็มานอน แล้วตอนเช้าเอกก็ปลุกคุณเบิร์ดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทั้งๆที่เอกเป็นคนขี้เซาและตื่นสายมาก (คุณเบิร์ดบอก) 

เอกเล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่นอนหลับ รู้สึกเหมือนฝันว่ามีคนมาลากเค้าออกจากเตียงไป ไปคล้ายๆที่เดิม แล้วก็เหมือนเดิมคือคุยกับใครก็ไม่มีใครคุยด้วย คราวนี้เค้าบอกว่าเค้ารู้สึกไม่ดีเค้าเลยวิ่งหนีคนที่พาเค้าไปจนตื่น ในระหว่างที่เล่าคุณเบิร์ดถามว่าแขนไปโดนอะไรมา (คุณเบิร์ดเหลือบไปเห็นแผลที่แขนเอก)

 เอกบอกว่าก็ล้มตอนที่วิ่งหนีมาเนี้ยแหละ และตอนวิ่งมาก็ใส่รองเท้าสีแดงของแฟนคุณเบิร์ดที่อยู่หน้าห้องไปด้วยวิ่งจนรองเท้าขาด คุณเบิร์ดก็ยังไม่คิดอะไร นึกว่าเอกคงเพลีย 

อยู่มาวันนึง กลุ่มเพื่อนคุณเบิร์ดก็ได้ไปเที่ยวกัน แถวๆรัชดาซึ่งในกลุ่มนั้นก็มีเอกอยู่ด้วย ซึ่งก็ได้ตกลงกันระหว่างเบิร์ดกับเอกแล้วว่า คืนนี้เอกจะขับรถให้เบิร์ดแล้วก็จะไปนอนที่บ้านเบิร์ด เพราะว่าเอกจะเป็นคนที่ไม่ค่อยดื่ม ระหว่างทางขากลับคุณเบิร์ดก็สังเกตเห็นว่าเอกเหมือนคนที่เหนื่อยมากๆ ทั้งๆที่เวลาอยู่กับเพื่อนเอกจะเป็นคนที่เฮฮามาก แล้วเอกก็ได้บอกว่าวันนี้เค้าจะไปนอนกับแฟนดีกว่า เพราะเค้ารู้สึกไม่ค่อยดี เบิร์ดก็ไม่ได้ว่าอะไร 

จนถึงประมาณตี 4 ในคืนเดียวกัน ก็มีโทรศัพท์จากแฟนเอกโทรมาหาเบิร์ดมาบอกว่า เอกล้มที่หน้าห้อง ตอนนี้อยู่ที่รพ.พระราม 9 เบิร์ดก็รีบไปในทันที แต่ก็ไม่ทันแล้วเพราะเอกเสียแล้ว 

หมอบอกว่าเอกมีอาการคือปอดแฟบไปข้างหนึ่ง คือเป็นโรคอะไรซักอย่าง แต่ที่น่าแปลกคือเอกก็ไม่ดื่มและไม่สูบบุหรี่ แล้วที่สำคัญ วันนั้นมันคือวันที่ 13 ส.ค. 49 ก่อนวันที่เขียนในกระดานเพียง 1 วันแต่ตอนนั้นทุกคนก็ยังไม่คิดอะไร เพราะลืมเรื่องกระดานกันไปหมดแล้ว

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องการตายของเอกก็ไม่มีใครนึกถึงเรื่องกระดาน เพราะทุกคนต่างก็ลืมไปหมด เบิร์ดก็กำลังติดต่อกับญาติของเอก เพราะตอนนี้พ่อแม่เอกอยู่ที่ออสเตรเลียหมด

เบิร์ดนึกขึ้นมาได้ว่าเอกมีป้าอยู่คนนึงอยู่แถวลาดพร้าว เบิร์ดก็ได้ติดต่อไป ในระหว่างนั้นเบิร์ดก็ได้หาวัดที่จะเอาศพเอกไปตั้งด้วย แต่ที่แปลกก็คือเบิร์ดหาวัดไม่ได้เลยซักวัดเดียว!!!(เบิร์ดอยู่แถวห้วยขวาง) วัดแถวห้วยขวางก็ไปดูมาหมด บางวัดเบิร์ดก็สนิทกับเจ้าอาวาส แต่ก็ยังไม่ได้ เต็มทุกวัน 

ในระหว่างที่เบิร์ดกำลังเครียดอยู่ ก็มีโทรศัพท์โทรมาจากป้าเอกบอกว่าหาวัดได้แล้ว โดยเพื่อนของป้าเค้าหาให้ โดยใช้เส้นของเพื่อนป้า เบิร์ดก็ดีใจ ที่หาวัดได้ ก็ถามว่าวัดไหน และที่ป้าบอกมาก็คือ วัดเดียวกันกับพ่อเพื่อนที่ตาย!!!! และที่สำคัญศาลาเดียวกัน!!!!(ศาลาที่ไปเขียนกระดานเล่น) 

ตอนนี้ทุกคนเริ่มคิดถึงเรื่องกระดานแล้ว เพราะอะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้ เพื่อนทุกคนก็มางานศพของเอก  ก็ได้มานั่งคุยกันถึงเรื่องของกระดานแล้วก็มีการกำหนดวันเผาของเอก ซึ่งก็เป็น วันที่ 20 ส.ค. 49 (วันที่เอกกำหนดไว้) ตรงกับที่เขียนไว้เป๊ะ!! 

เบิร์ดกับเพื่อนๆ ก็ได้มีการนำดวงของเอกไปดูหมอมากหลายที่และแทบทุกที่ก็จะบอกคล้ายๆกัน คือ เอกยังไม่ตาย!!! แต่ช่วงนี้จะต้องอยู่อย่างลำบาก จะทำอะไรก็ไม่ขึ้น 

ในระหว่างนั้น เบิร์ดเล่าว่า เอกมาเข้าฝันบ่อยมากบางทีก็มาเข้าฝันให้เพื่อนที่ยืมเงินเอาเงินมาคืน เอากางเกงยีนมาคืน

บางทียามที่บริษัทเอกก็เห็นเอกทำงานจน ถึง 4 ทุ่ม ทั้งๆที่เอกเป็นคนเช้าชามเย็นชาม คือกลับ 5 โมงเป๊ะทุกที และแฟนเบิร์ดก็ถามว่า เบิร์ดเอารองเท้าสีแดงให้ใครใส่ไป ทำไมรองเท้าถึงขาด (ที่เอกเคยเล่าให้ฟังว่าใส่วิ่งหนีในความฝัน) 

เคยมีพระให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า เอกอาจจะยังไม่ถึงที่ตาย แต่มาเขียนให้ตัวเองตาย ก็เลยยังไม่ได้ไปไหน ต้องชดใช้กรรมให้หมดก่อน หรือถ้าอยากให้เอกไปดี ก็ต้องใช้กุศลแรงคือการบวช เบิร์ดกับเพื่อนๆ ก็ได้รวมตัวกัน ลาพักร้อนแล้วก็บวชให้เอก จนทุกวันนี้ก็มีบ้างที่เอกมาเข้าฝันแต่ก็น้อยกว่าเมื่อก่อนแล้ว....

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

เงินใส่ปากศพ

เงินใส่ปากศพ การนำเงินใส่ปากศพ ถือว่าเป็นความเชื่อในสังคมไทย มาช้านาน แม้แต่ชาติอื่นๆ ก็มีความเชื่อในเรื่อนี้อยู่ไม่น้อย จะแตกต่างกันในข้อปฏิบัติ ซึ่งในสังคมไทยวิธีปฏิบัติก็คือ จะนำ เงินพดด้วง หรือเงินเหรียญบาทหนึ่งหรือจะเป็นเหรียญสลึงสองสลึงไม่กำหนด แล้วห่อผ้าขาว ผูกเชือกไว้หางยาว หย่อนลงในปากศพ ให้เชือกห้อยออกมานอกปาก ถ้าไม่ผูกเชือก จะห่อให้โตพอไม่ให้เลื่อลึกลงไปในลำคอ เพราะเวลานำไปเผาจะได้ เอาออกมาเพื่อเก็บเป็น ที่ระลึกหรือเครื่องรางได้ ในปัจจุบันบางทีก็ใช้ของมีราคา เช่น ทองคำ บรรจุแทนก็ได้ มีคำอธิบาย ไว้หลายเหตุผล

ประการแรก การนำเงินใส่ปากศพก็เพื่อผู้ตายจะได้เอา ทรัพย์ติดตัว ไปใช้สอย ในเมืองผี แต่มีข้อสงสัยว่าทำไมจึงใส่เงินในปาก แค่เพียงหนึ่งบาทเท่านั้น แต่ตามความเชื่อของคนจีน จะมีการเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ผู้ตายคราวละมากๆ จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันระหว่างความเชื่อของคนไทยกับคนจีน

ประการที่สอง เพื่อให้พิจารณาเห็นว่า บรรดาทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้ แม้มากสักเท่าใด ตายแล้วก็นำติดตัวไปไม่ได้ เขาย่อมควักเอาออกจากปาก สุดท้ายจะเอาไปได้ก็แต่กรรมที่ทำไว้ ซึ่งย่อมติดตามไปคล้ายเงาตน และจะส่งผลให้ได้ รับทุกข์ หรือสุขก็ตามแต่กรรมที่ตนได้กระทำไว้ เพราะฉะนั้น คนเราเกิดมาอย่าได้ ลุ่มหลงอยู่กับ ทรัพย์สมบัติ

ประการที่สาม เพื่อให้เป็นค่าจ้างแก่สัปเหร่อที่จะนำศพไปเผา ที่ต้องนำไปใส่ไว้ในปากเพราะว่าจะได้ค้นหาได้สะดวก เพราะถ้าเจ้าภาพบิดพลิ้วสัญญาค่าจ้างภายหลัง เงินใส่ปากศพจะกลายเป็นเงินค่าจ้าง เพราะในสมัยก่อนเงินบาทมีค่ามาก

ตามความเชื่อ ของกรีกโบราณที่เล่าต่อๆกันมาว่า ผู้ที่ตายวิญญาณจะไปสู่เมืองผี ซึ่งเมืองนี้อยู่ใต้ เมืองมนุษย์ ทางทิศตะวันตกอันไกลแสนไกล จะมีแม่น้ำปันแดนความสว่าง และความมืดชื่อว่า "แม่น้ำสติกษ์" (แปลว่าดำมืด) วิญญาณของผู้ตายไปสู่เมืองผีได้ก็ต้องข้ามแม่น้ำนี้ มีมนุษย์ชื่อว่า "การน" มีรูปร่าง เป็นคนแก่ผมหยิกดำ หนวดเครารุงรัง แจวเรือรับส่งวิญญาณข้ามฟาก โดยคิดค่าจ้างรับส่ง เป็นเงิน หนึ่งอะบะลัส ด้วยเหตุนี้เมื่อมีคนตาย ชาวกรีกโบราณจะนำเงินหนึ่งอะบะลัส ใส่ปากศพตรงใต้ลิ้น สำหรับเป็นค่าจ้างข้ามส่งให้กับมนุษย์การน เมื่อข้ามฟากได้แล้ววิญญาณจะถูกพาไปศาลเมืองผี และ จะถูกไต่สวนถึงบาปบุญที่ได้ทำไว้แต่ครั้งยังอยุ่ในโลกมนุษย์ ถ้าวิญญาณ ได้ทำบุญ ไว้จะถูกพิพากษาให้ไปสู่สถานบรมสุขเรียกว่า "อีลีเซียม" ซึ่งเป็นแดนรื่นรมย์ เมื่อเสวยสุขครบพันปี วิญญาณ จะกลับมาเกิดในเมืองมนุษย์อีกครั้ง แต่ก่อนที่เวียนมาเกิดใหม่ วิญญาณจะต้องดื่มน้ำ ในแม่น้ำลีซี เพื่อ ให้ลืมความหลัง ส่วนวิญญาณที่ทำบาป จะถูกพาไปสู่นรก "ฮาดีส"

ในปัจจุบัน ชาวยุโรปที่นับถือลัทธิคริสตัง ที่สืบประเพณีโบราณกันมา จะเอาเบี้ยทองแดงเพนนีหนึ่งวางไว้ ตรงกระบอกตาของคนตาย เพื่อใช้เป็นค่าจ้างข้ามแม่น้ำแห่งความตาย

ชาวฮินดู ก็มีความเชื่อ ในเรื่องนี้ไม่น้อยเหมือนกัน โดยจะเอาเงินและข้าวสารเล็กน้อยใส่ปากศพ

พวกสิงโพที่เป็น ชาวป่าของพม่า เมื่อแต่งตัวศพเรียบร้อยแล้ว จะเอาเนื้อหมูและเหล้าและข้าวเซ่นสรวง และเอาเงินใส่ปากศพ ถ้าผู้ตายเป็นหัวหน้าจะเอาเอาหินแก้วอันมีค่าใส่ไว้ใต้รักแร้ ข้างละเม็ด แล้วจึงนำใส่โลง

ชาวจีนจะเอาอีแป๊ะใส่ปากศพและเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ด้วย

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

ถ่ายเล่นอยู่ดีๆ ดันเจอดีเข้าให้


ชายคนหนึ่งได้ยินเสียงเดินไปเดินมาในห้องชั้นล่างตรงทางขึ้นบันไดทั้งที่ไม่มีใครอยู่ เขาจึงลองใช้กล้องวีดีโอถ่ายดู ไม่นึกไม่ฝันว่าสิ่งที่ถ่ายได้ จะเป็นผีสาวตนหนึ่ง แถมผีสาวตนนั้นยังพุ่งเข้ามาทำร้ายเขาด้วย น่ากลัวมาก 

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

ตะลึง คุณแม่ผู้ดีถ่ายภาพติดวิญญาณ "ผีเพื่อนลูก" ร่ำลือไปทั่วเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 7 เม.ย.เกิดเหตุระทึกสร้างความฮือฮาไปทั่วเมืองเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ เมื่อนางซาราห์ สมิธ แม่ลูกหนึ่งได้ถ่ายติดวิญญาณเด็ก โดยเป็นภาพเด็กชายซิริอุส ลูกชายของเธอ และวิญญาณเด็กอายุน้อยอยู่ข้างๆ ภาพดังกล่าวถูกบันทึกบ้านของนางซาราห์ ในเมืองเซอร์เรย์ ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นเมืองที่มีเสียงร่ำลือว่า มักเกิดเหตุการณ์ประหลาดๆ อยู่บ่อยครั้ง

รายงานระบุว่า นางจูเลีย แม่ของซาราห์และยายของด.ช.ซิริอุส ยืนยันว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพจริง ไม่ใช่ภาพปลอมตบแต่ง แต่เธอก็ไม่รู้ตกใจจากการปรากฎตัวของผีเด็กดังกล่าว เนื่องจากด.ช.ซิริอุส สามารถเข้ากับวิญญาณเด็กดังกล่าวได้อย่างดี และว่าเบื้่องหลังภาพถ่ายนี้มาจากการที่ลูกสาวของเธอได้ถ่ายภาพลูกชาย แต่ปรากฎว่าเกิดภาพรัศมีสองดวงขึ้นในภาพ ทำให้เธอลบภาพดังกล่าว และถ่ายภาพใหม่ ก่อนจะกลายเป็นภาพดังกล่าวที่มีวิญญาณเด็กปรากฎอยู่ข้างด.ช.ซิริอุส

นางจูเลีย กล่าวว่า เธอยังไม่รู้สึกตื่่นกลัวจากการเห็นผีเด็กจากภาพดังกล่าว เนื่องจากครอบครัวเธอมีเพื่อนซึ่งก่อนหน้านี้เคยบอกว่า บ้านของเธอมีวิญญาณอยู่ รวมทั้งวิญญาณเด็กหญิงที่เล่นกับด.ช.ซิริอุส หลานของเธอด้วย นอกจากนี้ เธอบอกว่า ครอบครัวเธอประสบเหตุการณ์ผีเด็กเล่นตั้งแต่ช่วงด.ช.ซุรุอุส เกิดใหม่ๆ โดยในขณะที่หลานของเธอนอนอยู่ในเปล ปรากฎว่า เปลเกิดแกว่งเองโดยไม่มีใครไปยุ่งเกี่ยว

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

วิญญาณบาป

บ้านดิฉันอยู่ในซอยแถวถนนรัชดา เป็นที่รู้กันว่าย่านนั้นคึกคักสุดๆ ตั้งแต่สิบกว่าปีมาแล้ว ถ้าศุกร์เสาร์ต้นเดือนรถจะติดกันเป็นแพ ยาวเหยียดจนแทบจะไม่ขยับเขยื้อนเลยก็ว่าได้สถานบริการเพียบ ทั้งโรงแรมโรงนวด ผับ บาร์ คาราโอเกะ สปาจริงและบังหน้าค้ากาม ไหนจะมีโคโยตี้ล่อตาล่อใจพวกนักเที่ยวกระเป๋าหนักอีกต่างหาก

ดิฉันรู้เรื่องนี้เพราะสามีเล่าให้ฟังค่ะ!

บ้านเราอยู่ค่อนข้างลึก นับว่าดีไปอย่างที่ห่างจากปากซอย เพราะที่นั่นมีทั้งผับและโรงนวด แสงไฟสว่างไสว เสียงก็ดังไปจนดึกดื่น เพื่อนๆ ที่บ้านอยู่ใกล้บอกว่าแทบจะไม่เป็นอันหลับอันนอน ตอนแรกๆ ประสาทจะกินตายก็แล้วกัน

อาศัยว่าดิฉันกับน้องสาวเป็นคนเก่าแก่ อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่จำความได้ เลยรู้จักคนในซอยมากมายค่ะ หลายๆ คนเรียนหนังสือมาด้วยกัน เติบโตจนทำงานและมีครอบครัว มีลูกเต้าแล้วก็ยังอยู่ที่นั่นตามเดิม

ระยะหลังๆ พวกขโมยขโจรชักจะหนาตาขึ้นทุกที เดี๋ยวขึ้นบ้านนั้น เดี๋ยวเข้าบ้านนี้ เชื่อว่าเป็นพวกติดยากับไม่มีงานทำ เพื่อนบ้านได้แต่บอกกล่าวและปรับทุกข์กัน ต่างคนต่างเตือนกันให้ช่วยระวังตัว พ่อบ้านบางคนอารมณ์ร้อนถึงกับประกาศว่าถ้าขโมยขึ้นบ้านเขาเมื่อไหร่จะยิงทิ้งเสียเลยให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

คืนหนึ่ง เรื่องร้ายก็อุบัติขึ้นจริงๆ

เสียงปืนดังสนั่นราว 4-5 นัดติดๆ กันจนดิฉันกับสามีสะดุ้งตื่น ลงมาจากชั้นบนก็พบน้องสาวที่กำลังตื่นเต้น...เพื่อนบ้านเปิดไฟทั้งสองฝั่ง ตอนนั้นเป็นเวลาตีสามกว่าๆ พวกเราออกไปดูเหตุการณ์กันที่หน้าประตูรั้ว...แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเกิดเรื่องที่บ้านหลังไหน?

ไม่ช้าตำรวจก็มาถึง...น่าแปลกที่ไม่มีเจ้าทุกข์หรอกค่ะ!

เสียงโจษจันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าบ้านนั้น บ้างก็ว่าบ้านนี้...ผู้คนออกมาดูกันมากขึ้นทุกที จนกระทั่งไปพบศพคนร้ายนอนตายอยู่ข้างถนนใต้ต้นไม้ ถัดจากบ้านดิฉันไปไม่ไกลนัก โดนยิงที่อกซ้ายจนเลือดแดงฉานไหลนองน่าเสียวไส้ คุณป้าคุณน้ามองเห็นก็ร้องหวีดว้าย บางคนถึงกับเป็นลมไปก็มี

รถมูลนิธิแล่นเข้ามา แสงไฟวูบวาบน่าเวียนหัว...ตำรวจสอบถามใครก็ไม่ได้เรื่องล้วนแต่บอกว่าได้ยินเสียงปืนจนตกใจตื่นกันทั้งนั้น...น้องสาวกอดแขนดิฉันแน่น ถามแต่ว่าใครคะ...ขโมยมันขึ้นบ้านใคร? ดิฉันส่ายหน้า หันไปทางสามี...เขากระซิบว่าเจ้าของบ้านคงยิงขโมยตาย แต่กลัวจะมีเรื่องเดือดร้อนทีหลังเลยไม่ยอมปริปาก

หรือว่าจะเป็นพ่อบ้านอารมณ์ร้อน คนที่เคยประกาศว่าจะยิงทิ้งคนร้าย...ดิฉันมองหาแต่ก็ไม่เห็นวี่แววเขาเลย หันไปทางบ้านนั้นก็พบว่าปิดไฟเงียบเชียบ...

เหตุการณ์น่าตื่นเต้นผ่านไปเดือนเศษก็เกิดเรื่องสยองขวัญขึ้นมา!

คืนนั้นฝนตกหนักมาตั้งแต่หัวค่ำ อากาศเย็นสบายจนน่านอนหลับอุตุอยู่ใต้ผ้าห่ม จู่ๆ ก็มีเสียงหวีดร้องดังมาจากชั้นล่างทำให้ดิฉันสะดุ้งตื่นกลางดึก...สามีบังเอิญไปทำธุระต่างจังหวัด เสียววูบไปถึงหัวใจเมื่อนึกถึงน้องสาวที่นอนคนเดียวในห้องชั้นล่าง ลูกๆ ยังหลับอยู่ในห้องติดๆ กันนี่เอง

ดิฉันกระโดดลงบันไดอย่างลืมตัว ปากก็ร้องตะโกนชื่อน้อง...ยายนิดๆ เป็นอะไรหรือเปล่า? ตลอดเวลา เกือบพร้อมๆ กับที่น้องถลาออกมาที่ห้องรับแขก เปิดไฟสว่างจ้า พอเห็นดิฉันก็โผเข้ากอดไว้แน่น ร้องไห้โฮ...พร่ำแต่ว่า "ช่วยด้วยๆ" อยู่ไม่ขาดปาก

ในห้องนอนน้องไม่มีอะไรผิดปกติ หน้าต่างมีทั้งเหล็กดัดและมุ้งลวด...มองออกไปเห็นถนนเปียกโชก เป็นเงาวับอยู่ในแสงไฟ มีรถแล่นผ่านไปมาค่อนข้างบางตา

น้องสาวก็เล่าเรื่องขนหัวลุกให้ฟัง!

ขณะที่นอนหลับก็มีเสียงครวญครางเบาๆ มากระทบหู เสียงอะไรลากไปตามพื้นใกล้ๆ หน้าต่าง อดรนทนไม่ไหวต้องลุกจากเตียงย่องไปดู...ท่ามกลางแสงสว่างเหลืองรัวจากเสาไฟฟ้า ภาพนั้นก็ปรากฏขึ้นเต็มม่านตา...

ชายร่างสูงคนหนึ่งในชุดสีดำกำลังเดินลากขา ท่าทางโซซัดโซเซ มือหนึ่งกุมอกไว้ ใบหน้าเงยแหงนไปทางบ้านฝั่งตรงข้าม...สีแดงฉานไหลจากง่ามนิ้วมาถึงท่อนแขน! เลือดสดๆ เหมือนเลือดที่ไหลนองบนพื้นถนนในคืนที่เกิดเหตุร้ายไม่มีผิดเลย

ภาพที่เห็นทำให้เธอหวิดจะช็อกคาที่ หลุดปากออกไปอย่างไม่รู้ตัว...คุณพระช่วย!

ฉับพลันนั้นเอง ร่างอุบาทว์ที่กำลังจะเดินผ่านไปก็กลับชะงักงัน! เธออ้าปากค้างตะลึงมอง ใบหน้าของมันค่อยๆ หันมามองอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงแน่นอนเหนือสิ่งอื่นใด!

จากด้านหลังจนเห็นเสี้ยวหน้าเหี้ยมเกรียม...มันค่อยๆ หันมาขณะที่เธอยืนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเหลือกลาน อยากจะหันหน้าหนี อยากจะทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด หรือไม่ก็หายวับไปเสียเลย ภูตร้ายจะได้มองไม่เห็น...แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายเกินไป...

ในที่สุด ภูตนรกตนนั้นก็หันมาจ้องมองเธอด้วยแววตาลุกวาวไม่ผิดกับเปลวไฟ!

"ว้าย! ช่วยด้วยๆ..." ความหวาดกลัวจู่โจมเข้าใส่จนแทบจะช็อกตายคาที่ แผดร้องสุดเสียงก่อนจะวิ่งเปิดประตูมือไม้สั่นพลางหวีดร้องไปด้วย...จนกระทั่งดิฉันวิ่งลงมาพบเธอ

"ตาฝาดน่ะ! หรือไม่ก็คิดมากไปเอง" นั่นเป็นอย่างมากที่ดิฉันจะปลอบน้องได้...ก่อนจะพาเธอขึ้นไปนอนด้วย คืนนั้นดิฉันหลับๆ ตื่นๆ จิตใจสับสนวุ่นวายบอกไม่ถูก ภาพของศพหัวขโมยคืนนั้นยังติดหูติดตาไม่รู้ลืม

วันรุ่งขึ้น พวกเราก็ได้ข่าวร้าย...พ่อบ้านที่เคยประกาศว่าจะฆ่าโจรเมื่อเดือนก่อนหัวใจวายตายคาที่นอน ภรรยาเขาเล่าว่าเห็นศพสามีอ้าปากค้าง เบิกตาโพลงเหมือนเห็นภาพอันน่าสยดสยองสุดขีดก่อนจะสิ้นใจ!

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

สะพานผีสิง

เมื่อราว 5-6 ปีก่อน เคยมีอุบัติเหตุรถผสมปูนวิ่งขึ้นมาบนสะพานลอยข้ามแยกกำแพงเพชร เลี้ยวขวาไปลงแถวหน้าตลาดอ.ต.ก. แต่รถเกิดหลุดโค้ง พุ่งทะลุราวกั้นหล่นโครมลงไปบนถนนข้างล่าง เกิดเรื่องสยดสยองสุดขีดทันใด

นั่นคือ เด็กท้ายรถโดนแรงอัดขาขาดตกอยู่บนพื้นสะพาน ส่วนร่างแหลกเหลวยับเยินพุ่งผ่านหน้าต่างของตึกข้างถนน เข้าไปนอนตายคาที่อยู่ชั้นสองนั่นเอง!

ใครได้ฟังข่าวทางวิทยุล้วนแต่เศร้าสลดระคนเสียวสันหลังไปตามๆ กัน

ผมกับเพื่อนเคยเจอะเจอเหตุการณ์ขนหัวลุก ไม่ใช่วิญญาณที่เกิดจากอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนั้นหรอกครับ มันเกิดขึ้นก่อนนานแล้ว ที่ผมเสียวสันหลังก็เพราะเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างที่สิงสู่อยู่บนสะพานนั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องสยองนั่นก็เป็นได้

ตอนนั้นผมไปงานแต่งงานเพื่อนรุ่นน้องแล้วไปต่อกับเพื่อนๆ จนถึงตีสองถึงได้แยกย้ายกันกลับ ถนนโล่งว่าง ผมขับรถมาเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง โดยมีบ้านที่อยู่แถวประดิพัทธ์เป็นจุดหมาย

ครั้นมาถึงทางที่โค้งจะลงถัดอ.ต.ก.ไปหน่อย แสงไฟ ตัดกับหมอกสีเหลืองส้ม ผมเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ราว 5-6 ขวบกำลังยืนอยู่คนเดียวข้างรั้วด้านขวา ร่างแกผ่ายผอมดูกระจ้อยร่อยน่ากลัวพิลึก...

เด็กอะไรมายืนอยู่บนสะพานลอยตอนตีสอง แต่งชุดกระโปรงสีชมพูเหมือนจะไปงานโรงเรียน...ทำให้ผมมัวตกตะลึง งงงันจนรถเกือบหลุดโค้ง!

เมื่อมองกระจกหลังอีกที ถนนกลับว่างเปล่า ไม่มีแม่หนูน้อยเสียแล้ว! เธอหายไปได้ยังไงกัน? พอรุ่งขึ้นเอาไปคุยกับเพื่อนที่ทำงาน อ้าว? กลับได้มาอีกเรื่องเลยครับ

เพื่อนเล่าว่าเคยขับรถขึ้นสะพานนั้นตอนดึกดื่น พอเริ่มตีโค้งรถก็เสียหลักหมุนคว้าง บังคับไม่อยู่จนคิดว่าตายแน่ๆ ความตระหนกทำให้หลุดปากโพล่ง...พ่อแม่ช่วยด้วย! ปรากฏว่ารถหยุดนิ่งทันใด แต่สร้อยคอเส้นใหญ่ที่แขวนพระนั้นขาดได้ยังไงก็ไม่ทราบ?

ช่วงที่รถจะหยุดนิ่ง เขามองเห็นใครกลุ่มหนึ่งเกือบ 20 ร่างเป็นเงาดำๆ...ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ พวกนั้นยืนมองมาทางเขาเป็นจุดเดียวคล้ายพวกไทยมุงไม่มีผิด!

เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นไร ทั้งหมดก็หันหลังกลับ ค่อยๆ จางหายไปจนลับตา...

พวกเราสรุปกันว่า บนสะพานนั้นต้องมีวิญญาณสิงสู่มากมาย...พวกเขาคงตายบนสะพานนี้กระมัง วิญญาณถึงได้สิงสู่อยู่บนสะพานนี้น่ะ?

คำตอบคือไม่มีหรอกครับ! แต่พี่สาวผมซึ่งอายุห้าสิบกว่าแล้ว เคยเป็นผู้สื่อข่าวสมัยท่านนายกเกรียงศักดิ์ โน่น...สมัยนั้นยังเพิ่งมีเซ็นทรัลลาดพร้าว สวนจตุจักรก็เพิ่งเริ่มสร้าง เริ่มปลูกต้นไม้กันไม่นาน

เธอเล่าว่า เวลาคนงานขุดลงไปจะเจอโครงกระดูก หัวกะโหลกมากมายเป็นสิบๆ เชื่อว่าพวกนี้คงถูกลวงมาฆ่า หรือเอาศพมาทิ้งไว้ สาเหตุเพราะสมัยนั้นเลยสะพานควายไปไม่ไกลก็เปลี่ยวแล้ว เหมาะสำหรับปล้น จี้ และสังหารโหด น่าสยองมากๆ เลยครับ

ตั้งแต่นั้นมา เวลาขับรถขึ้นไปบนสะพานโค้งนี้ผมจะสวดมนต์ แผ่เมตตาให้ดวงวิญญาณที่ไม่สงบสุขเหล่านั้นเสมอ อย่างที่พ่อเคยสอนว่า เวลาที่ผ่านสี่แยกอันตราย โค้งผีสิง หรือแม่น้ำใหญ่ก็ควรสวดมนต์เป็นประจำ

อย่างน้อยๆ ก็ "นะโมพุทธายะ" หรือ "พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ" ก็ได้

ทั้งนี้ เพราะวิญญาณที่เดือดร้อน ทนทุกข์ทรมาน หรือ วิญญาณผีตายโหง ต้องพบจุดจบของชีวิตอย่างเจ็บปวดรุนแรง รวมทั้งพวกฆ่าตัวตาย ก็ยังต้องการผู้บอกทางไปสู่โลกหน้าอยู่ตรงนั้นเอง...พวกเขายังไม่ไปสู่สุคติ!

คิดแล้วก็น่าสงสาร น่าสลดใจมากๆ เลย...

เมื่อก่อนเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีลมหายใจอยู่ในบ้านเมืองนี้อย่างพวกเรามีทุกข์มีสุข เคยหัวเราะและร้องไห้ อย่างพวกเรามาเหมือนกัน...ผมเต็มใจเสมอที่จะแผ่เมตตา และอุทิศส่วนบุญกุศลให้พวกเขา ขอให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ไปสู่สุคติโดยทั่วกัน

อย่างน้อยก็เชื่อว่า อาจจะทำให้วิญญาณเหล่านั้นได้ชุ่มชื่นขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย ถือว่ายังดีนะครับ!

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

สาเหตุจากโลงเย็น

เมื่อ 5-6 ปีก่อน ข้าพเจ้ากับเพื่อนได้เดินทางไปกาญจนบุรีเพื่อปฏิบัติธรรม ได้เข้าพักที่วัดในสังขละบุรี แต่เผอิญไปถึงตอนค่ำและกุฏิที่จะเข้าพักหาลูกกุญแจไม่เจอพระท่านจึงให้เข้าพักที่โรงครัว

เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็สะดุดตากับวัตถุรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คลุมด้วยผ้าสีน้ำเงินมีป้ายเขียนว่า "โลงเย็น"

ข้าพเจ้าขนลุกทันที แต่นึกได้ว่าเราเองก็ต้องมานอนในนี้เช่นกัน โลงก็ว่างอยู่จะไปกลัวอะไร ข้างหลังโลงเย็นมีห้องเล็กๆ ที่พระจะให้เราเข้าพัก พอเปิดประตูก็ปรากฏว่าไฟเสีย ไฟในโลงเย็นก็เสียเช่นกัน มีเพียงไฟข้างนอกเท่านั้นที่ติด เราจึงต้องใช้เทียนไข

หลังจากอาบน้ำเสร็จกลับมาเพื่อนก็ถามว่าได้กลิ่นอะไรไหม? เขาโดนกลิ่นนั้นรบกวนจนปวดหัว ข้าพเจ้าปลอบว่าอย่าไปรังเกียจเลย ถึงเวลาของเรากลิ่นก็ไม่ต่างกัน

เราคุยกันจนถึงเที่ยงคืน ก็มีเสียงทุบประตูดังโครมๆ... โครมๆ เราได้แต่มองหน้ากันแต่ไม่กล้าพูดอะไร แล้วมีเสียงดังตึงๆๆๆ เราหันมาสบตากันอีกครั้ง แล้วแหงนหน้ามองดูที่มาของเสียง พอเงียบข้าพเจ้าก็พูดขึ้นว่า...พรุ่งนี้จะถวายอาหารเลี้ยงพระ แล้วกรวดน้ำไปให้!

จนตีหนึ่ง เพื่อนหยิบตะปูทองเหลืองส่งให้ พลางบอกว่า "นี่เป็นตะปูตอกโลง เค้าพกติดตัวไปงานศพ"

เมื่อข้าพเจ้าจับตะปูก็ขนลุกเกรียว รีบส่งคืนเพื่อนทันที พลางตัดใจว่าจะนอน ท่องพุทโธ กว่าจะหลับก็พลิกตัวหลายรอบ...แล้วฝันว่าไปเข้าห้องน้ำกับเพื่อน เพื่อนเข้าห้องน้ำได้ แต่ข้าพเจ้าเข้าไม่ได้ เปิดประตูไม่ออก เลยหันไปมองที่ลานหน้าโรงครัว

ที่นั่นมีผู้ชาย 6-7 คนยืนจับกลุ่มกันอยู่ พอเพื่อนออกมาก็จับมือวิ่งหนี พวกนั้นก็ไล่ตามมาจนทัน คว้าข้อมือเพื่อนกับจับไหล่ข้าพเจ้าแน่น จากนั้นก็รู้สึกชาที่ไหล่

แต่ในระหว่างนั้น ข้าพเจ้าก็ท่อง โอม...นะมะ ศิวะๆ

หลุดจากถูกจับตื่นขึ้นมานึกดีใจที่ผีอำเราไม่ได้ เสียงไก่ขันแล้วแต่ยังไม่สว่าง ก็นอนต่อ...แล้วฝันอีกว่านั่งอยู่ท้ายรถ เป็นรถต่างจังหวัด พอเลี้ยวโค้งก็ทับคนเสียงดังกร็อบ เราก็หันไปดู เลือดแดงเต็มไปหมด เลี้ยวทีก็ทับคนตายที เป็นอยู่อย่างนั้นหลายครั้ง

เมื่อตื่นขึ้นมาก็เล่าให้เพื่อนฟัง ตกสายก็ถวายอาหารพระ กรวดน้ำ เมื่อพระท่านหาลูกกุญแจเจอแล้วก็ย้ายไปอยู่กุฏิข้างนอก นอนอีกคืนก็ไม่มีเรื่องน่ากลัวอะไรอีก

ข้าพเจ้ากลับมาก่อน แต่เพื่อนยังอยู่ต่ออีก 3 วัน กลับมาก็โทร.มาเล่าว่า โลงศพนั้นยายคนหนึ่งแกซื้อถวายวัด พอแกตายก็มาอยู่เฝ้าโลงนั้น ใครมาก็แสดงกลิ่นให้รู้ ส่วนห้องเล็กนั้น พวกกะเหรี่ยงเข้าไปขโมยตัดต้นไม้ในป่าจะเอาไปปลูกบ้าน แต่บังเอิญรถคว่ำตายทั้งหมด 8 คน พวกญาติจึงนำไม้เหล่านั้นมาถวายวัด พระก็เก็บไว้ในโรงครัว

ตอนกลางคืนพระเคยเห็นผู้ชาย 7-8 คนเดินอยู่บนหลังคา ชาวบ้านเขารู้กันทั้งนั้น

แสดงว่าในฝันพวกผู้ชายที่ไล่ข้าพเจ้ากับพวกที่ถูกรถทับ ก็คงต้องการบอกให้เรารับรู้ คงต้องการส่วนบุญจากเรา ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แล้ว

หลังจากวันนั้นการค้าของข้าพเจ้าก็ทรุด ไม่มีใครซื้อของ ขาดทุนทุกวัน...ข้าพเจ้าไปหาหลวงปู่ เล่าคร่าวๆ ให้ท่านฟัง ท่านก็ให้ข้าพเจ้าใส่บาตร อุทิศส่วนกุศลโดยเฉพาะเจาะจงให้ผู้ชายรูปร่างผอมสูง ไว้หนวด คนนี้เป็นหัวหน้า ให้ไปสู่สุคติอย่ามารบกวนกันเลย

ต่อมาการค้าก็กระเตื้องขึ้นบ้าง ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าส่วนบุญนั้นคงไม่พอ เราต้องทำบุญอย่างอื่นที่ให้ผลมาก จึงไปทำสังฆทาน แล้วเขียนใบบังสุกุลเจาะจงอย่างชัดเจน พร้อมกับปล่อยปลาไหลและหอยขม พร้อมกับเงินอีก 1 บาท ซื้อที่ให้ปลากับหอย อธิษฐานให้ปลาไหลไปกับความขมขื่น

หลังจากนั้นการค้าก็ดียิ่งขึ้นจนเป็นปกติ

การที่ได้พบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ อย่าได้คิดว่าดวงซวย หากแต่นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำบุญช่วยผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก...เกิดมาชาติหนึ่งพึงสร้างกุศลผลบุญไว้เถิด