วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ไปลองของ

ฝนตกพรำตลอดคืน ท้องฟ้าแดงฉานน่ากลัว มันช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะเจาะกับการไป "ลองของ" จริงๆ

ใช่แล้วครับ คืนนั้น...ผมกับเพื่อนพาน้องๆ ปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าใหม่ ไปทดสอบความสามารถในบ้านที่มีการฆ่ากันตาย

ก่อนอื่น ต้องขอบอกว่าอย่าทำตามนะครับ มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเลย สถานที่แบบนี้มันอันตราย และพวกเราก็ไปกันเองโดยไม่มีการรักษาความปลอดภัยใดๆ ทั้งสิ้น...ถ้าผมรู้ว่าผลของมันเป็นอย่างไรละก็ พวกผมคงไม่ยอมทำกันแน่...

มันเป็นครั้งเดียวในชีวิตของพวกเรา!

ผมกับเพื่อนอีก 5 คนเป็นนักศึกษาปีสอง เราต้องดูแลน้องปีหนึ่ง...ที่จริงทางคณะจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ไปตั้งนานแล้ว แต่เรา - หมายถึงกลุ่มผมยังไม่สะใจ..เราอยากทำอะไรให้น้องๆ จำไปตราบนานเท่านาน

ผมเองเป็นคนเสนอแนวคิด ให้ไปทดสอบความกล้ากันในสถานที่จริง ซึ่งก็คือบ้านร้างกลางซอยบ้านผมเอง!

ประวัติของที่นี่ก็คือ เมื่อ 10 ปีก่อน สาวใช้ของบ้านนี้พาคนที่เพิ่งเห็นหน้ากันบนรถทัวร์มาค้างด้วยที่บ้าน แถมเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี คนที่เธอพามานั้นเป็นสองผัวเมียที่มาหางานทำในกรุงเทพฯ คนข้างบ้านที่เห็นเมื่อตอนค่ำยังเตือนเธอ แต่เธอไม่ฟังใคร บอกว่าคุยกันมาถูกคอบนรถทัวร์

รุ่งเช้า สาวซื่อผู้นี้ก็กลายเป็นศพ...หัวกับตัวแยกกันไปคนละทางเพราะเพื่อนใหม่มันตัดคอเธอเพื่อเอาสร้อยทองตั้งหนึ่งบาทที่เธอสวมอร่ามเรือง ผู้ร้ายมันแทงเธอตั้งหลายแผล มีร่องรอยการดิ้นรนต่อสู้ เลือดสาดกระจายไปทั่วห้องเลยครับ

น่าแปลกที่คนข้างบ้านไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือเลย! เขาว่ากันว่า แผลแรกที่โดนแทงคือที่คอหอย คมมีดตัดเส้นเสียงเธอจึงร้องไม่ออก

แหม! เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้ง 10 ปีมาแล้ว ใครจะคิดล่ะว่าผีจะยังอยู่!

ที่จริงบ้านหลังนี้เคยให้เช่า แต่คนเช่าอยู่ไม่ทนสักราย เจ้าของเลยทิ้งร้างไว้เฉยๆ ซึ่งก็น่าแปลกที่บ้านไม่ทรุดโทรมเท่าไร บานประตูหน้าต่างยังอยู่ครบ ทั้งๆ ที่น่าจะมีขโมยมาถอดมันไป รอบๆ บริเวณถึงจะรกเรื้อแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นป่า เพราะรู้สึกต้นไม้จะตายหมด เหลือแต่กอและหญ้าแห้งๆ ดูแกร็นๆ โกร๋นๆ พิกล

คืนนั้น เรานัดแนะกันมาที่บ้านผม แต่ไม่ได้เข้าบ้านนะครับ กลัวพ่อแม่รู้จะห้ามปรามจนหมดสนุก

พวกผม 5 คนกับรุ่นน้องอีก 3 คน มารวมตัวกันตอน 5 ทุ่ม พอสองยามเราก็ออกไปที่บ้านหลังนั้น ทั่วทั้งซอยมืดและเงียบ มีแต่ไฟถนน พ่อแม่ผมนอนตั้งแต่ 4 ทุ่มเพราะต้องไปทำงานแต่เช้า น้องผมจะขอมาด้วยแต่ผมไม่ยอม มันเองก็ขี้กลัวด้วยแหละ

เที่ยงคืนตรง เราเดินเข้าไปในบริเวณบ้านอย่างง่ายดาย จะพูดไปอีกทีเราก็มีกันตั้ง 8 คน จะไปกลัวอะไรจริงไหมครับ?

ผมเล่าประวัติบ้านให้น้องใหม่ฟัง เพื่อนผมก็ฟังด้วย...บอกตรงๆ ว่าพวกเรากลัวผีก็จริง แต่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีหรอกน่า!

ป๋องเป็นคนแรกที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านคนเดียว พวกเรารออยู่ตรงริมรั้วหน้าบ้าน...น่าหัวเราะสิ้นดี! ไม่ถึง 10 นาทีมันก็หน้าซีดเผ่นออกมาแล้ว จากนั้นเป็นเอก-น้องใหม่รายที่สอง ซึ่งก็เดินน้ำตาไหลออกมาหลังจากเข้าไปอยู่ได้แค่ไม่กี่อึดใจ

อะไรวะ มันขี้ขลาดกันจริงๆ

ผมชักมัน กับอยากอวดให้น้องใหม่เห็นว่าลูกผู้ชายตัวจริงต้องบึกบึน กล้าหาญ...เป็นอันว่าผมอาสาเข้าไปในบ้านนั้นตามลำพัง และถ้าผมอยู่ครบชั่วโมง พวกมันต้องเลี้ยงผม! ทุกคนตกลง ขณะที่ป๋องกับเอกพยายามล้มเลิกโครงการและชวนเรากลับ

ผมเข้าไปในบ้าน ขนลุกเหมือนกันแฮะ บ้านทั้งหลังมืดและเงียบ วังเวงมาก...มันไม่ได้มืดสนิทหรอกครับ แต่มีแสงสลัวๆ จากไฟถนนหน้าบ้าน ผมเดินเข้าไปสำรวจพักหนึ่ง แว่วเหมือนคนเดินตาม แต่พอหันดูก็ไม่มีใคร กระนั้นผมก็ยอมแพ้...ต้องเดินลิ่วออกจากบ้านเมื่อเวลาผ่านไปแค่ 15 นาที!

คนที่ 4 อ้างว่าจะอยู่ครบชั่วโมงคือเจ้าอาร์ต เพื่อนผมเอง...มันเดินหายเข้าไปในห้องมืดๆ ของบ้านสยองขวัญ!

เวลายืนรอมันอยู่ข้างนอกนี่ตื่นเต้นดีไม่หยอก ฟ้ายังแดงฉาน ฝนยังลงเม็ดเปาะแปะๆ เราเปียกแต่ไม่ถึงกับโชก รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แต่ขอบอกว่าในบ้านเย็นมากๆ

10 นาทีผ่านไป ผมมองขึ้นไปชั้นบน...เอ๊ะ! นั่นเงาใคร? สงสัยเป็นเจ้าอาร์ตจริงๆ ด้วย มันมาที่ระเบียง ท่าทางซวนเซคล้ายคนเมา โบกไม้โบกมือร้องไม่เป็นภาษา พอจับความได้ว่า "มารับกูที..."

มันร้องซ้ำๆ แล้วหันไปด้านหลัง ก่อนจะพุ่งหลาวลงมาดื้อๆ

อาร์ตขาหักและม้ามแตก ต้องไปนอนโรงพยาบาลนานน่าดู พวกเราถูกดุยกใหญ่

อาร์ตเล่าว่า มันเดินไปทั่วบ้านและขึ้นบันได รู้สึกมีใครตามหลังเลยหันมอง...เจอผู้หญิงสวมผ้าถุง เสื้อยืดคอกลมสีขาวเปรอะเลือดเดินตามมา มันวิ่งหนีมาที่ระเบียง จะหันกลับก็ไม่ได้เพราะผีผู้หญิงยืนอืดตัวพองคับประตู...มันกลัวสุดขีดจนกระโจนลงจากระเบียง

นอกจากถูกดุแล้ว เราต้องไปขอขมา ไปทำบุญและสัญญาว่าจะบวช 7 วันตอนปิดเทอม

เข็ดจริงๆ ครับ ผีจะมีจริง หรืออาร์ตประสาทหลอนเห็นไปเองก็ไม่รู้ละ แต่ที่แน่ๆ พวกผมไม่เล่นอย่างนี้อีกแล้วครับ...บรื๋อออ....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น